0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: มาลองปลูกผักด้วยระบบ Hydroponics กันดีกว่า  (อ่าน 29303 ครั้ง)

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« เมื่อ: 20-01-15 08:18:42 »
จากจุดเริ่มต้นของไอเดียที่ทำให้สนใจหันมาทดลองปลูกผักด้วยระบบ Hydroponics คือ ชอบทานผักสลัดซึ่งทุกวันพุธจะมีโปรโมชั่นของร้านชื่อดังขายสเต็กแต่เราไปกินสลัดแล้วมักเหลือสเต็กกลับบ้าน ก็เลยไปศึกษาหาข้อมูลระบบ Hydroponics จนเข้าใจระบบถึงเวลาลงมือทำกันแล้ว


ก่อนอื่นบอกไว้ก่อนว่าไม่เคยปลูกมาก่อน ผักจะขึ้นหรือไม่ยังไม่สามารถบอกได้เดี๋ยวรู้ผลไปพร้อมกันครับ เพราะตั้งใจจะตั้งหัวข้อเพื่อบันทึกกระบวนการและปัญหาที่พบครับ โดยปัญหาหรืออุปสรรคก็เรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยครับ

   เริ่มแรกก็ทำแปลงเล็กๆขึ้นมาก่อนเพื่อศึกษาการปลูกว่าปลูกแล้วผักขึ้นจริง เพราะถ้าปลูกแปลงเล็กๆขึ้นแล้วก็ขยายเสกลแปลงผักออกไปได้ ก่อนอื่นก็เตรียมจัดหาท่อ PVC มาก่อน ของผมใช้ท่อ 2 นิ้ว 2 เส้น(ท่อใหญ่กว่านี้พวกข้อต่อต่างๆราคาก็สูงขึ้นครับ เลยลงทุนแบบประหยัดๆแต่ไม่รู้มีผลกระทบหรือเปล่า) จากนั้นตัดเป็นท่อนๆละ 1.33 เมตร(ท่อ 1 เส้นยาว 4 เมตร เมื่อตัดท่อยาว 1.33 เมตรก็จะได้ 3 ท่อนต่อ 1 เส้นและเหลือเศษทิ้งน้อยที่สุดและแปลงผักไม่ใหญ่ไป)



ปลายท่อทั้ง 2 ด้านปิดด้วยฝากครอบ 1 ด้าน อีกด้านปิดด้วยข้อลด 2 นิ้ว -> 1/2 นิ้ว เพื่อทำท่อน้ำกลับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.kmitl.ac.th/hydro/NFTDesign.pdf
http://agri.wu.ac.th/msomsak/Soilless/Chapter03/Hydroponics.htm
http://pantip.com/topic/31371060
http://pantip.com/topic/30326817
http://pantip.com/topic/30326817
http://topicstock.pantip.com/home/topicstock/2011/04/R10440356/R10440356.html
http://pphydrofarm.blogspot.com/2011/06/hydroponic-system.html
http://pphydrofarm.blogspot.com/2011/07/dft.html
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=imaginer&month=01-2014&date=28&group=2&gblog=223
http://zen-hydroponics.blogspot.com/2012/11/blog-post.html
http://pomhydroponic.blogspot.com/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-02-15 10:39:03 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 21-01-15 09:19:59 »
จากนั้นนำมายึดแคมป์ตัวซีระยะห่างเซ็นเตอร์ของท่อ 15 ซม. โดยใช้ไม้หนึ่งนิ้วรองเพื่อยึดแคมป์ให้ได้ระยะ ส่วนระยะห่างของรูที่จะเจาะก็ห่างกัน 15 ซม. โดยวางรูแต่ละท่อให้เยื้องกัน


ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 21-01-15 09:33:13 »
การทำขาโต๊ะแปลงผัก เมื่อเรายึดระยะท่อด้วยแคมป์ตัวซีเสร็จแล้วจะได้ความกว้างของแปลงผัก จากนั้นผมก็ใช้ท่อ 1 นิ้วมาทำขาโต๊ะโดยวัดระยะให้ยาวกว่าแปลงผักเล็กน้อยเผื่อๆข้องอทั้งสองด้าน และความสูงของขาโต๊ะ 60 ซม. ใส่สามทาง 1 นิ้วไว้ล่างสุดแล้วใส่เศษท่อประมาณ 5 ซม. แล้วใช้เคเบิ้ลไทร์รัดไม้รองท่อกับขาท่อให้แน่น




ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 22-01-15 09:38:52 »
เตรียมอุปกรณ์ทำท่อน้ำกลับ ใช้สามทางและข้องอขนาด 1/2 นิ้ว วัดระยะศูนย์กลางของข้อลด 2" -> 1/2"


เตรียมอุปกรณ์ทำหัวจ่ายน้ำ ใช้ท่อ 1/2 นิ้ว และท่อ pe ขนาดเล็ก

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 23-01-15 08:49:12 »
วันนี้มาต่อท่อน้ำกลับและท่อหัวจ่ายน้ำครับ


เมื่อตัดข้องอ ข้อต่อสามทางต่างๆเสร็จแล้วลองสวมดูก่อนพอดีมั๊ย ถ้าพอดีอย่าเพิ่งใส่จนแน่นถอดออก เราจะต้องเจาะรูแปลงผักก่อน เพื่อจะล้างเศษท่อ PVC ออกได้ง่ายเดี๋ยวอุดตันท่อน้ำกลับ


หัวจ่ายน้ำใช้สว่านเจาะรูขนาดพอดีกับท่อหัวจ่ายแต่ละหัว จากนั้นใช้เคเบิ้ลไทร์รัดท่อเมนท์ให้แน่น ระยะรูของแปลงผัก 15 ซม.วัดจากศูนย์กลางท่อใช้ holesaw ขนาด 43 มม. เจาะ


ถึงตอนนี้แปลงผักเราก็พร้อมแล้ว เดินปั๊มเทสระบบน้ำได้เลยว่ากลับมาครบวงจรหรือไม่




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-15 08:52:36 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 28-01-15 08:14:54 »
นำเมล็ดพันธ์ มาทำการเพาะเมล็ดในฟองน้ำ


ก่อนหยอดเมล็ดลงในฟองน้ำให้นำฟองน้ำไปนวดในน้ำให้น้ำเข้ากับฟองน้ำจนชุ่มก่อน ซึ่งของผมลืมนวดในน้ำ จับหยอดเมล็ดก่อนพอไปจุ่มน้ำฟองน้ำมันไม่ค่อยดูดน้ำซึมเข้าด้านในมากนัก เหมือนมีฟองอากาศตรงกลางฟองน้ำ นี่คือปัญหาเล็กๆที่พบอีกอย่างหนึ่ง และเมล็ดไม่ต้องกดจนจมมากนัก จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเติมน้ำในถาดเพาะประมาณ 1 ซม. หาผ้ามาปิดรักษาความชื้นแล้วนำไปวางในที่มืดเพื่อกระตุ้นการงอกประมาณ 3 วัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-01-15 08:17:56 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 28-01-15 08:22:57 »
ประมาณ 3 วันจะมีรากงอกดังภาพ จากนั้นย้ายไปวางที่ๆมีแสงโล่งๆไม่โดนแดดโดยตรง ฉีดพรมน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น รักษาระดับน้ำถ้าแห้งระยะนี้เลี้ยงด้วยน้ำเปล่า

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 29-01-15 08:06:30 »
เริ่มมีใบเลี้ยงคู่แล้ว ช่วงนี้รักษาระดับน้ำฉีดพรมน้ำเช้าเย็น ต้องให้โดนแดดในช่วงเช้า เพราะถ้าไม่โดนแดดช่วงนี้ต้นจะยืดหาแดด ซึ่งของผมเพิ่งปลูกครั้งแรกรอบนี้คิดว่ายืดไปนิดๆ เพราะไม่เอาออกรับแดด สังเกตุต้นจะเอียงที่เอียงผมสังเกตเห็นว่าจะเอียงไปทางทิศที่มีแสง รูปที่สองผมจับด้านเอียงเข้าในบ้าน พอตอนเย็นต้นก็เอียงออกนอกบ้าน ซึ่งเป็นทิศที่แสงส่องเข้ามา


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-01-15 14:37:35 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 30-01-15 08:23:05 »
สัปดาห์ที่สองใบเลี้ยงคู่เริ่มใหญ่ขึ้น ช่วงนี้เติมปุ๋ยอ่อนๆ ประมาณ 1-2 ml. ต่อน้ำ 1 ลิตร รักษาระดับน้ำ วางตำแหน่งโดนแดดช่วงเช้า อาจจะใช้กระป๋องฉีดน้ำพรมเช้า/เย็น

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 31-01-15 14:36:16 »
ประมาณ 2 สัปดาห์กว่าๆ จะเริ่มเห็นใบเลี้ยงที่ 4 ออกแล้ว ถ้ามีใบเลี้ยง 4 ใบ เราก็เตรียมแปลงผักเพื่อจะย้ายเค้าลงไปเลี้ยงในแปลงได้แล้วครับ โดยเตรียมผสมสารอาหารต่างๆระบบน้ำปั๊มต่างๆเดินระบบไว้ได้เลย

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 02-02-15 09:27:26 »
วันอาทิตย์ วันหยุดเลยใช้แรงงาน นำต้นกล้าลงแปลงปลูกแล้วครับ








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-02-15 09:46:44 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ teacher_a

  • Teacher
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 348
  • ขอบคุณ: 15 ครั้ง
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 05-02-15 09:13:58 »
สัปดาห์ที่สามนับจากวันเริ่มเพาะเมล็ด





ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 06-02-15 09:49:34 »
เช็คระบบปั๊มน้ำปกติมั๊ย เช็คสีของใบผิดปกติมั๊ย เช็คค่า EC,PH เช็ครากของผักแข็งแรงมั๊ยสีต้องขาว








ค่า pH ที่เหมาะสมกับฤดูกาล
   ช่วงฤดูหนาว  ควรปรับ pH ของสารละลายธาตุอาหารให้อยู่ที่ระดับ 5.5-6.0 ค่า EC 1.5-1.6 เพราะในฤดูหนาวมีโรครบกวนน้อยจึงปลูกผักที่ pH  ระดับต่ำที่เหมาะกับการเจริญเติบโตได้
   ช่วงฤดูฝน  ควรปรับ pH ของสารละลายธาตุอาหารให้อยู่ที่ระดับ 5.5 ค่า EC 1.6-1.7 เพราะในฤดูฝนสารละลายอุ่นขึ้นแต่ยังจะไม่ร้อนมากเหมือนในฤดูร้อน
   ช่วงฤดูร้อน  ควรปรับ pHของสารละลายธาตุอาหารให้อยู่ที่ระดับ 6.5-6.8 ค่า EC 1.2-1.4 เพราะในฤดูนี้สารละลายอุ่นขึ้นมาก  ในสภาพที่มี pH ค่อนข้างสูงเช่นนี้ การใช้ไตรโคเดอร์มาและเหล็กคีเลทชนิดที่ทน pH สูงได้ดังที่จะกล่าวต่อไปภายหลังเป็นสิ่งที่จำเป็น  ขอแนะนำให้อ่านบทความเรื่องการปรับ pH  ของสารละลายธาตุอาหารในฤดูต่างๆ ของคุณอรรถพร สุบุญสันต์ และบทความทางด้านการใช้ไตรโคเดอร์มาในไฮโดรโพนิกส์ของ รศ.ดร.จิระเดช  แจ่มสว่าง และของ คุณอรรถพร  สุบุญสันต์ ( www.Phutalay.com )
pH ที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเป็นปัญหาที่พบบ่อย ยกเว้นในกรณีที่ใช้เครื่องปรับ pHอัตโนมัติและเครื่องวัดนั้นได้รับการปรับเทียบมาตรฐานอยู่เสมอ

เนื่องจากผู้ปลูกเลี้ยงส่วนใหญ่ปรับ pH ด้วยมือ ปัญหานี้จึงยังมีความสำคัญอย่างมาก ระดับ pH มีผลกระทบต่อการดูดซึมธาตุอาหารของรากและการใช้ประโยชน์ของธาตุอาหารในพืช เช่น pH ที่สูงกว่า 7.5 ทำให้เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน และโมลิบดีนัมเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยลง pH ที่ต่ำกว่า 5.5 ที่อุณหภูมิค่อนข้างสูงเช่นสูงกว่า 26?C จะส่งเสริมการเกิดโรครากเน่า pH ต่ำทำให้เกิดการขาดแคลเซียม แต่ถ้า pH สูงเกินไปแคลเซียมและฟอสเฟตก็ตกตะกอนและไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช โดยทั่วไปเพื่อการปลูกเลี้ยงดำเนินไป pH ของสารละลายจะเพิ่มขึ้น เราจำเป็นต้องปรับ pH ให้กลับตัวสู่ช่วงที่เหมาะสมอยู่เสมอ

**แต่ของผมทดลองโดยใช้น้ำบ่อวัดค่า ph ได้ประมาณ 6.5-6.6 หากพบปัญหาจะมาแชร์กันครับ ไม่มีการปรับค่า ph เพราะยังหาซื้อไม่ได้ ตอนนี้ก็ดูก่อนไปทำงานเช้า กลับมาตอนเย็นดูว่าใบสีปกติมั๊ย มีเหลืองมั๊ย มีใบเหี่ยวมั๊ย
**แล้วช่วงค่ำๆก็เช็คค่า EC ตอนนี้ปรับค่าอยู่ประมาณ 1.6-1.7 ถ้าช่วงร้อนๆไม่ควรให้ค่า EC เกิน 1.5 อ่านมาถ้า EC เยอะไปตอนอากาศร้อนพืชต้องการน้ำมากกว่าปุ๋ย ถ้าปุ๋ยเข้มไปทำให้การนำธาตุอาหารจากรากสู่ใบได้ยาก

ปลูกผักไร้ดินในฤดูร้อน
แนวทางปฎิบัติในการดูแลแปลงผักในช่วงฤดูร้อน
ในช่วงฤดูร้อน อัตราการงอกของเมล็ดพืชแต่ละชนิดจะลดลงโดยเฉพาะผักสลัด เปอร์เซ็นต์การงอกอาจจะลดลงเหลือแค่ 30% - 50% เท่านั้น โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ดสลัดคือ 20 - 25 องศา C   (ดูรายละเอียดเพิมเติมเกี่ยวกับอุณหภูมิในการเพาะเมล็ดได้ที่ คลิ๊ก)

พลางแสงแปลงปลูกในช่วงเวลา ประมาณ 10.00 -  14.00 น. เพื่อลดการคายน้ำ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของรากพืช และเป็นการช่วยลดอุณหภูมิของน้ำในระบบปลูก   โดยเลือกใช้แสลนพรางแสงไม่เกิน 50% หลีกเลี่ยงการใช้แสลนสีเขียวเพราะมีผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของพืช แนะนำให้ใช้แสลนสีดำเนื่องจากจะกรองแสงได้ดีกว่าสีอื่นๆ

การสเปรย์น้ำบริเวณแปลงปลูก เพื่อลดอุณหภูมิ และช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ โดยจะสเปรย์ ทุกๆ  10 นาที  นานครั้งละ 30 - 40 วินาที บางช่วงเวลา ที่อุณหภูมิขึ้นสูงมาก   ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิได้ประมาณ 3 - 6 องศา C หากมีการระบายอากาศดีจะช่วยได้มาก  แต่ควรระวัง กรณีที่การระบายอากาศไม่ดี ถ้ามีหยดน้ำเกาะที่ใบผักมากเกินไป อาจทำให้เกิดเชื้อรา ที่เป็นสาเหตุของโรคใบจุดได้

เพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สารละลาย  เช่นในระบบ NFT อาจใช้วิธีการเพิ่มความลาดเอียดของแปลงปลูก จาก 2% เป็น 3 - 5 %  และในระบบ DRFT ใช้การลดระดับน้ำในแปลงปลูกลงเพื่อเพิ่มช่องว่างของรากอากาศให้พืช  และอาจมีการใช้ปั๊มอากาศช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในถังเก็บสารละลายธาตุอาหารด้วยก็ได้

ระบบถังแยก ให้ใช้ฉนวนป้องกันความร้อนปิดหุ้มถังส่วนที่แดดส่องถึง และลดปริมาณน้ำในถังลงเพื่อเพิ่มความสูงของระยะการตกกระทบน้ำลงสู่ถัง

รักษาระดับอุณหภูมิของสารละลายธาตุอาหารอย่าให้สูงเกิน 30 องศาเซลเซียส จากงานวิจัยพบว่า  สารละลายที่มีอุณหภูมิ 24 - 28 องศา C  พืชจะมีการเจริญเติบโต และการดูดซึมธาตุอาหารขึ้นไปใช้งานได้ดีที่สุด

ปรับค่า pH ของสารละลายไปที่ 6.0 และลดค่า EC ลงให้ต่ำกว่าระดับเดิมที่เคยปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้รากพืชต้องทำงานหนักในช่วงที่อากาศร้อนและแสงแดดจัด เช่น เดิมเคยปลูกสลัดโดยใช้ค่า EC = 1.5 - 1.6  ก็ให้ลดลงเหลือประมาณ 1.2 ถึง 1.4 แทน และให้เสริมธาตุอาหารพืชทางใบแทนเพื่อป้องกันการขาดธาตุอาหาร (บางฟาร์มอาจใช้เทคนิคนี้คือ ลดค่า EC ให้ต่ำๆ ในช่วงเวลากลางวัน และเพิ่มค่า EC ให้สูงในช่วงเวลากลางคืน)

ใช้ธาตุอาหารเสริมทางใบ ปุ๋ย C (แคลเซียม-โบรอนพลัส) เนื่องจากในฤดูร้อนพืชจะดูดซึมธาตุอาหารทางรากได้ไม่เต็มที่  จึงมักพบอาการขาดธาตุอาหารในช่วงฤดูร้อน (โดยเฉพาะผักในกลุ่มของสลัดต่างๆ) ดังนั้นจึงควรมีการเสริมธาตุอาหารโดยฉีดพ่นทางใบทุกๆ 5 - 7 วัน

ใช้ธาตุเหล็ก ที่สามารถทนค่า pH สูงๆ ได้ เช่น เหล็ก Fe-EDDHA ที่สามารถทนค่า pH ได้สูงกว่าเหล็กทั่วๆ ไป (เหล็ก EDDHA ทนค่า pH สูงสุดได้ประมาณ 10.0) เนื่องจากในฤดูร้อนค่า pH ในสารละลายจะเพิ่มสูงขึ้นเร็วมาก  ถ้าหากค่า pH ในสารละลายสูงเกิน 7.0 นานติดต่อกันเกิน 3 วัน จะมีผลทำให้ธาตุเหล็ก และธาตุอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะแมงกานีส ตกตะกอนจนพืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้

ใช้สูตรสารละลายธาตุอาหารที่มีโมโนแอมโมเนียมเป็นส่วนผสม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษาสมดุล pH ในช่วงฤดูร้อน  ทำให้ไม่ต้องปรับค่า pH ในน้ำบ่อยๆ (เป็นการประหยัด pH Down)

ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาใส่ในถังเก็บสารละลายธาตุอาหารเพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นกับรากพืชในช่วงฤดูร้อน โดยใส่ทุก 7 - 14 วัน

รักษาค่า pH ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมคือ 6.0 และปรับลดค่า EC ให้ต่ำลงกว่าระดับเดิมที่เคยปลูก เพื่อให้รากพืชทำงานได้ดีขึ้นเนื่องจากในฤดูร้อนพืชมีอัตราการคายน้ำสูง ทำให้พืชจะดูดน้ำทางรากเพื่อชดเชยการคายน้ำทางใบ หากค่า EC สูงมากเกินไปจะทำให้รากพืชดูดน้ำได้ลำบากจนทำให้พืชเกิดอาการเหี่ยวและเกิดอาการ Tip burn ได้ โดยปรับลดค่า EC สำหรับผักสลัดให้อยู่ในช่วง 1.2 - 1.4 ก็พอ

ตรวจดูแมลงศัตรูพืชต่างๆ โดยเฉพาะเพลี้ยอ่อนที่มักซ่อนตัวอยู่ใต้ใบ หากพบให้ใช้สารสกัดจากธรรมชาติฉีดพ่นเพื่อกำจัดและเป็นการป้องกันการระบาดต่อไป

ควรเปลี่ยนถ่ายสารละลายธาตุอาหารที่ใช้ปลูกในถังเก็บทุกๆ 7 - 10 วัน เพื่อรักษาสมดุลของธาตุอาหารพืชในถังเก็บ



ในหน้าร้อนจะพบอาการ Tip burn บ่อยกว่าฤดูอื่น ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับพืชทุกชนิด  โดยต้นเหตุของอาการ   Tip burn เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียมในพืช  แต่โดยมากไม่ได้เกิดจากธาตุแคลเซียมในระบบปลูกไม่เพียงพอ แต่เกิดจากอัตราการดูดใช้ธาตุแคลเซียม ทางรากพืชต่ำ  สาเหตุเกิดจากปัญหาของสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม  คืออากาศร้อน, แสงแดดจัดเกินไป  ทำให้สมดุลของการคายน้ำทางใบ กับการดูดน้ำและสารอาหารทางรากไม่สมดุลกัน ประกอบกับความเข้มข้นสารละลายหรือค่า EC ในระบบปลูกสูงเกินไป ทำให้พืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้

          ธาตุแคลเซียม  เป็นธาตุอาหารที่ไม่เคลื่อนที่ไปสู่ส่วนยอดใบได้ด้วยตนเองต้องอาศัยการนำพาโดยธาตุอาหารอื่น  กล่าวคือเมื่อพืชใช้แคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของส่วนต่างๆในพืช เมื่อใดที่ปริมาณแคลเซียมในส่วนต่างๆของพืชไม่เพียงพอโดยเฉพาะที่ใบอ่อน หรือส่วนยอด อาการขาดแคลเซียมจะแสดงให้เห็นคือ มีการเจริญเติบโตผิดปกติ, ใบอ่อนจะโค้งงอลง, ขอบใบจะเป็นสีเหลือง และเมื่อขาดนานเข้าจะแสดงอาการใหม้เป็นสีน้ำตาลถึงดำ ซึ่งจะพบบ่อยมากในผักสลัด โดยเฉพาะสลัดกุล่มที่เข้าหัว เช่น คอสโรเมน, บัตเตอร์เฮด, ผักกาดแก้ว ฯลฯ 


          การให้ธาตุแคลเซียม ร่วมกับธาตุโบรอน ฉีดพ่นเสริมทางใบเพื่อเป็นการป้องกันและลดอาการ Tip burn  ในพืชโดยฉีดพ่นในช่วงเย็น-ค่ำ แนะนำให้ใช้สารจับใบร่วมด้วยเพื่อการซึมผ่านของธาตุอาหารลงสู่เนื้อเยื้อของพืชในส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น (ดูข้อมูลสารจับใบเพิ่มเติม คลิ๊ก)


ปัจจัยที่ก่อให้เกิด Tip burn
1. อุณหภูมิของอากาศสูง มีแสงแดดจัด

2. มีลมร้อนและแห้งทำให้พืชมีอัตราการคายน้ำสูง

3. ค่า EC สารละลายสูงเกินไป ทำให้พืชนำพาธาตุอาหารและนำจากรากสู่ใบได้ยากขึ้น

4. สภาพรากพืชเจริญเติบโตและทำงานไม่ดีเนื่องจากรากขาดออกซิเจน (สาเหตุมาจากอุณหภูมิของสารละลายสูงเกินไป)


5. สารละลายธาตุอาหารมีปริมาณโพเทสเซียม (K+) และ แอมโมเนีย อิออน (NH4+) มากเกินไปเนื่องจากธาตุอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้จะไปยับยั้งการนำพาแคลเซียม (Ca++)


วิธีป้องกันการเกิด Tip burn
1. พลางแสงให้กับพืชเมื่ออุณหภูมิและแสงแดดจัดเกินไป

2. เลือกพันธุ์พืชที่ทนต่อการเกิด Tip burn ได้ดีเช่น แกรนด์แรปิดส์, เรดเซลส์, สลัดโอ๊คลีฟต่างๆ หรือเลือกปลูกผักไทยก็ได้

3. ปรับลดค่า EC อย่าให้สูงเกินไป โดยเฉพาะช่วงที่พืชมีการคายน้ำสูง (ช่วงกลางวัน)
โดยสลัดแนะนำให้ EC ไม่เกิน 1.5 ms/cm

4. ฉีดพ่นปุ๋ย C (แคลเซียม+โบรอน) เสริมทางใบเพื่อป้องกันและลดอาการขาดธาตุแคลเซียม

5. รักษาอุณหภูมิของสารละลายธาตุอาหารไม่ให้สูงเกินไปเนื่องจากมีผลต่อปริมาณอ๊อกซิเจน


          จากการทดลองปลูกผักสลัดในระบบ NFT  โดยในช่วงกลางวันมีการปรับค่าสารละลายธาตุอาหารพืชให้ค่า  EC = 1.2 ถึง 1.4 และในเวลากลางคืนให้แคลเซียมไนเตรท Ca(NO3)2 ที่ความเข้มข้น 100 mg/l  เสริมทางใบพบว่าการเกิดอาการ Tip burn ลดลงมากกว่าการให้เสริมในช่วงกลางวัน

ที่มา - http://zen-hydroponics.blogspot.com/2013/02/blog-post.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-02-15 10:00:18 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 07-02-15 13:49:03 »
เจอปัญหาลมสองสามวันนี้ลมแถวบ้านแรงมากๆ พัดใบหักเสียหายเลยหลายต้น ต้องทำมุ้งเพื่อลดแรงลมลงหน่อยแล้วงานนี้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-02-15 13:51:24 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 09-02-15 08:50:04 »
เลิกงานมาหลังจากออกไปปั่นจักรยานกลับมา ก็มาทำมุ้งแปลงผักกันต่อครับ






เรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนนอนมุ้งผักน่าจะหลับฝันดี  :D