0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: Porsche 918 Spyder กับขุมพลังอันมหาศาล  (อ่าน 2370 ครั้ง)

ออฟไลน์ kunut.pongsuwan.33

  • Social Network
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
  • ขอบคุณ: 2 ครั้ง
« เมื่อ: 05-11-14 13:13:18 »


มาถึงโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการพัฒนาซูเปอร์สุดแรง Porsche 918 Spyder คันนี้ ทางค่าย Porsche ไม่รอช้า ยังคงปล่อยภาพการอัพเดทซูเปอร์คาร์คันนี้ออกมาให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ มาพร้อมข้อมูลอัพเดทเต็มๆ สำหรับเจ้า “ไฮเปอร์คาร์” ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้

ทางค่ายกล่าวว่า 918 Spyder คันนี้ ถือเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนารถแข่งเพื่อใช้ในการแข่งขัน Le Mans 24 hours ในปี 2014 และตัวถังที่ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ 918 Spyder คันนี้ ก็ได้รับสืบทอดมาจากสมรรถนะรถแข่งของ Porsche

ตามที่ทราบกันดี ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของเจ้าโมเดลคันนี้ จะผสมผสานเข้ากับเครื่องยนต์เบนซินพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนของระบบกำลังจะได้รับต้นแบบระบบไฮบริดมาจากในรุ่น 911 GT3 R Hybrid

ทางค่ายกล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนล้อหน้าเพียงอย่างเดียวจะสามารถเข้าโค้งด้วยสมรรถนะและความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ได้เร็วกว่า 7.14 นาที ตามเวลาที่บันทึกไว้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีแล้ว ก่อนที่การผลิตจะเริ่มขึ้น ด้วยอัตราที่เร็วกว่า Carrera GT ถึง 20 วินาที โมเดลการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าจะสามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ได้เร็วกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยกำลังสูงสุดถึง 868 แรงม้า (880 PS) ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าไฮเปอร์คาร์คันนี้กลับมีน้ำหนักที่เบาเพียง 1,640 กิโลกรัม (3,615 lbs) เท่านั้น คงจะเป็นผลมาจากการใช้วัสดุตัวถังน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์โพลิเมอร์ (CFRP) และน้ำหนักดูจะค่อนข้างลาดเอียงไปทางด้านหลังเล็กน้อย เมื่อเทียบกับด้านหน้า จะอยู่ที่อัตราส่วนระหว่าง 57% ที่ด้านหลัง และ 43% ที่ด้านหน้า

สำหรับระบบโช๊คอัพแบบ PASM และการขับเคลื่อนที่แกนหลัง เมื่อใช้อัตราเร็วที่ค่อนข้างต่ำ ระบบจะขับเคลื่อนล้อหลังไปในทิศทางตรงข้ามกับล้อหน้า เพื่อช่วยในการเข้าโค้งและลดวงเลี้ยวของรถ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อใช้อัตราเร็วที่ค่อนข้างสูง ระบบจะขับเคลื่อนล้อหลังไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้า เพื่อปรับปรุงสมรรถนะด้านหลัง ขณะการเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว

การควบคุมรถจะได้รับการปรับปรุงด้วยระบบ Porsche Active Aerodynamic ซึ่งจะทำงานใน 3 โหมดด้วยกัน จากประสิทธิภาพที่เหมาะสมไปยังแรงกดสูงสุด

สำหรับโหมดการขับขี่ จะมาให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน สำหรับโหมดแรก “E-Power” จะมาในสมรรถนะที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ในระยะทางมากกว่า 30 กิโลเมตร (18.6 ไมล์) แม้กระทั่งในโหมดแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ก็ยังสามารถเร่งจาก 0-100 km/h (62mph) ได้ภายในเวลาเพียง 7 วินาที และอัตราเร็วสูงสุดอยู่ที่ 150 km/h (93.2 mph) เมื่อแบตเตอรี่ลดลง ระบบจะเปลี่ยนการทำงานอัตโนมัติสู่โหมดไฮบริดทันที

สำหรับโหมดที่สอง “Hybrid” มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จะทำงานร่วมกันด้วยสมรรถนะสูงสุดและอัตราการใช้น้ำมันที่น้อยที่สุด ส่วนในโหมด “Sport Hybrid” เครื่องยนต์จะทำงานอย่างต่อเนื่องและเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยจะได้รับการช่วยเหลือด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มเติมมา

โหมดถัดไป “Race Hybrid” จะใช้เพื่อสมรรถนะสูงสุด และการขับขี่แบบสปอร์ต โดยจะเน้นการขับเคลื่อนไปที่เครื่องยนต์เป็นหลัก เชื่อมต่อกับเกียร์ PDK 7 speed ซึ่งช่วยในการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น หากยังไม่เพียงพอ สามารถเลือกโหมด “Hot Lap” เพื่อปล่อยพลังงานสำรองขั้นสุดท้ายออกมาได้เพื่อสมรรถนะสูงสุด

ในส่วนของเครื่องยนต์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง RS Spyder มาในเครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 8 สูบ พร้อมกำลัง 600 แรงม้า (608 PS) ที่ 9,150 rpm โดยกำลังต่อลิตรจะอยู่ที่ประมาณ 132 แรงม้า/ลิตร ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์ Porsche ตัวอื่นๆ และมากกว่า 18 แรงม้า/ลิตร เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ Carrera GT


สำหรับโหมดไฮบริดจะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนากำลังได้ถึง 115 kW (155 แรงม้า) โดยเชื่อมต่อการทำงานกับระบบเครื่องยนต์ ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์จะถูกวางในตำแหน่งด้านหน้าแกนหลัง และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ โดยตรงกับแกนหน้า ซึ่งแกนหน้าจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่แยกเป็นอิสระ มาพร้อมกำลัง 95 kW (127 แรงม้า) โดยพลังงาน 7 kWh จะมาจากแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน และแบตเตอรี่จะสามารถชาร์จเต็มได้ใน 4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จแบบ Porsche Universal Charger (AC) หรือ 25 นาที สำหรับการชาร์จแบบ Porsche Speed Charging Station (DC)

ขณะที่หลายๆ คน คงจะแปลกใจกับราคาสุดโหดถึง $845,000 สำหรับรถคันนี้ แต่ทางผู้ผลิตอย่าง Porsche กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ยังนำเสนอชุดแต่ง Weissach พร้อมเฉดสีสุดพิเศษและงานดีไซน์ต้นแบบจากรถแข่งในตำนาน ทั้งหลังคา, ปีกหลัง, กระจกมองหลัง และขอบกระจก ซึ่งล้วนทำจากคาร์บอนทั้งหมด ขณะที่การตกแต่งภายในห้องโดยสาร จะมาพร้อมเบาะหนังสุดหรู Alcantara และการตกแต่งด้วยคาร์บอนแทนที่อลูมิเนียม โดยชุดแต่งชุดนี้จะมีน้ำหนักเบากว่า 35 กิโลกรัม (77lbs)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-11-14 14:01:46 โดย aegkaluk »

ออฟไลน์ thana.golaz

  • Social Network
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
  • ขอบคุณ: 0 ครั้ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 05-11-14 13:20:43 »
รถเท่ดี ;) ;) ;) ;)

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 05-11-14 13:44:25 »
รถแรงแถมประหยัดพลังงานลง ลูกค้าระดับสูงน่าจะถูกใจ  8)