0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: เทคโนโลยี Wi Fi  (อ่าน 2469 ครั้ง)

ออฟไลน์ aut.tanthai

  • นาย อัฑฒ์ ตัณฑัยย์ ม. 4/12 เลขที่ 17
  • Social Network
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
  • ขอบคุณ: 2 ครั้ง
« เมื่อ: 27-05-14 17:03:54 »

เทคโนโลยี Wi Fi
 

 WIFI คืออะไร

 

     Wi-Fi ย่อมาจาก wireless fidelity) หมายถึงชุดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สามารถใช้ได้กับมาตรฐานเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย (WLAN) ซึ่งอยู่บนมาตรฐาน IEEE 802.11

     เดิมทีวายฟายออกแบบมาใช้สำหรับอุปกรณ์พกพาต่างๆ และใช้เครือข่าย LAN เท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมใช้วายฟายเพื่อต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์พกพาต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่าแอคเซสพอยต์ และบริเวณที่ระยะทำการของแอคเซสพอยต์ครอบคลุมเรียกว่า ฮอตสปอต

     แต่เดิมคำว่า Wi-Fi เป็นชื่อที่ตั้งแทนตัวเลข IEEE 802.11 ซึ่งง่ายกว่าในการจดจำ โดยนำมาจากเครื่องขยายเสียง Hi-Fi อย่างไรก็ตามในปัจจุบันใช้เป็นคำย่อของ Wireless-Fidelity โดยมีแสดงในเว็บไซต์ของ Wi-Fi Alliance โดยใช้ชื่อวายฟายเป็นเครื่องหมายการค้า

เทคโนโลยี Wi-Fi ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงสำหรับรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งาน Wi-Fi ได้ต้องมีการติดตั้งแผงวงจรหรืออุปกรณ์รับส่ง Wi-Fi ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Network Interface Card (NIC) แต่ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมักได้รับการ ติดตั้งชิปเซ็ต (Chipset) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับส่งสัญญาณ Wi-Fi ไปในตัว ทำให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานมากขึ้น การติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi ทำได้ทั้งแบบเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์ตัวกลาง (Ad-hoc) และแบบที่ผ่านอุปกรณ์จุดเชื่อมต่อ (Access Point) ดังแสดงในรูปที่ 1 เนื่องจากการติดตั้งเครือข่าย Wi-Fi ทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้ความรู้ในเชิงลึกทางด้านวิศวกรรมเครือข่าย แม้จะมีพื้นที่ครอบคลุมในระยะทางจำกัด แต่ก็ถือว่าเพียงพอที่ต่อการใช้งานในสำนักงานและบ้านพักอาศัยโดยทั่วไป จึงทำให้ผู้คนทั่วไปนิยมใช้งาน Wi-Fi กันมาก ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของตลาดผู้บริโภคอย่างรวดเร็วในปัจจุบันดังแสดงในรูป ที่ 10 ซึ่งเป็นการแสดงจำนวนพื้นที่ที่มีการเปิดให้บริการ Wi-Fi ในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นการให้บริการฟรี และที่มีการคิดค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปมักเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า Hotspot

     เทคโนโลยี Wi-Fi มีการพัฒนามาตามยุคสมัย ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มพันธมิตร WECA (Wireless Ethernet Compatibility Alliance) เริ่มจากข้อกำหนดมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งกำหนดให้ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4 กิกะเฮิตรซ์ เป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกับจุดเชื่อมต่อ (AP หรือ Access Point) ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงหลักการทางทฤษฎีเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อมีการกำหนดให้มาตรฐาน IEEE 802.11a (อัตราเร็ว 54 เมกะบิตต่อวินาที) และ IEEE 802.11b (อัตราเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาที) ซึ่งใช้คลื่นวิทยุความถี่ 5 กิกะเฮิตรซ์ และ 2.4 กิกะเฮิตรซ์ตามลำดับ เป็นมาตรฐานสากลสำหรับใช้งานในปัจจุบัน และได้มีการพัฒนามาตรฐาน Wi-Fi ต่อเนื่องไปเป็น IEEE 802.11g (อัตราเร็ว 54 เมกะบิตต่อวินาที) ซึ่งในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายแบบ Wi-Fi ทั้งสองความถี่สามารถทำได้ด้วยอัตราเร็วสูงสุดถึง 54 เมกะบิตต่อวินาทีเทียบเท่ากัน
    อ้างอิงจาก http://mblog.manager.co.th/vilawan050/cxWi-Fi-3/

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 27-05-14 23:54:44 »
ทำความรู้จัก 802.11A WI-FI ย่าน 5GHZ

Overview
   มาตรฐาน Wi-Fi ย่าน 5GHz หรือ IEEE802.11a นั้น ได้ถูกแนะนำสู่ตลาดอุปกรณ์เครือข่ายมาหลายปีแล้วในหลายประเทศทั่วโลก โดยในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2550 กทช.ก็ได้ประกาศให้ประชาชนสามารถใช้งานย่านความถี่ 5GHz ได้เช่นกัน ซึ่งจะสังเกตุได้ว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง Laptop PDA หรือโทรศัพท์มือถือ ที่วางจำหน่ายในบ้านเราในปัจจุบัน ก็สามารถรองรับมาตรฐาน Wi-Fi ย่าน 5GHz นี้ด้วย ซึ่งจะสังเกตุเห็นสัญลักษณ์เช่น IEEE802.11a/b/g/n ซึ่งแน่นอนว่านอกจากมาตรฐานย่าน 2.4G ที่รองรับการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วสูง300Mbpsb บนมาตรฐาน 802.11n แล้ว Wi-Fi ย่าน 5GHz นี้ก็ยังสามารถรองรับความเร็วระดับ 300Mbps ได้เช่นกัน เทคโนโลยี Wi-Fi ที่ทำงานบนย่าน 802.11a นี้มีข้อดีหลายประการ ที่มีประโยชน์ทั้งผู้ใช้งานตามบ้าน ภาคธุรกิจ และรวมไปถึงหน่วยงานราชการ ที่สามารถนำเอาย่านความถี่นี้ไปประยุกต์ใช้ให้การใช้งานเครือข่ายไร้สาย มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้อีกด้วย

802.11a Channel Scheme
  มาตรฐาน 802.11a ในเทคนิคในการเข้ารหัสสัญญาณแบบ OFDM เช่นเดียวกับเทคโนโลยี 802.11g โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 54Mbps เช่นเดียวกับ 802.11g ที่ย่าน 2.4GHz แต่ 802.11a ไปใช้ย่านความ5GHz นั่นเอง

   มีการแบ่งช่วงของช่องสัญญาณในแต่ละChanel ซ้อนทับกัน ทำให้ในการออกแบบเครือข่ายWi-Fiเพื่อใช้งานจริงนั้น เราจะสามารถใช้ช่องสัญญาณในบริเวณเดียวกันได้เพียง3ช่องสัญญารเช่นช่อง 1, 6 และ 11 เป็นต้น ซึ่งหากคำนวณเป็นBandwidthรวมของพื้นที่นั้นแล้วก็จะได้Bandwidthรวมเพียง 170Mbps(54x3Mbps) เท่านั้น แต่สำหรับ 802.11a (รูปบนสุดและล่างสุด) การแบ่งช่องสัญญาณจะเกือบไม่มีการซ้อนทับกันเลย และมีจำนวนช่องสัญญาณมากกว่า (ประเทศไทยสามารถใช้ช่องสัญญาณถึง 25 ช่อง) ทำให้ผู้ออกแบบสามารถใช้ช่องสัญญาณที่อยู่ติดกันได้เช่นในพื้นที่หนึ่งสามารถติดตั้ง Access Point 12 ตัวที่ใช้ Chanel ต่างกันก็จะส่งผลให้มีBandwidthรวมมากถึง 648Mbps เป็นต้น

ประโยชน์ของ 802.11a

- Higher Performance
   เหตุผลหลักๆในการเปลี่ยนไปใช้ 802.11a นั่นก็คือ เมื่อเราต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น เพื่อรองรับ Application ที่ต้องการความเร็วสูงเช่น Video Streaming, VoIP หรือการส่งไฟล์ใหญ่ๆภายในเครือข่ายเป็นต้น และที่สำคัญในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นในการใช้งานสูงเช่นห้องประชุม ห้องเรียน หรือในอาคารสำนักงานที่มีพนักงานนั่งอยู่รวมกันจำนวนมากเป็นต้น ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ 802.11b/g อาจไม่สามารถรองรับได้

- Less RF interference
   อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าไม่ใช่เฉพาะอุปกรณ์ Wi-Fi 802.11b/g เท่านั้นที่ใช้ย่านความถี่ 2.4Ghz อยู่ ยังมีอุปกรณ์อีกหลายอย่างที่ทำงานบนย่านเดียวกันนี้เช่นกันเช่น โทรศัพท์ไร้สาย (Cordless Phone), หูฟังBluetooth หรือแม้แต่เตาไมโครเวฟ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักสร้างปัญหาสัญญาณรบกวน ที่จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครือข่ายของเราลดลงอีกด้วย

-Higher Transmit Power Allow
   จากข้อกำหนดของกทช.ที่ล้วนแล้วแต่ใช้ข้อกำหนดตามมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานกำกับดูแลของอเมริกา (FCC) และยุโรป (ETSI) ซึ่งต่างก็กำหนดให้การใช้งานย่านความถี่ในช่วง 5.4 - 5.8 GHz สามารถมีกำลังส่งสูงได้ถึง 1วัตต์ และอนุญาตให้สามารถนำมาใช้งานนอกอาคารได้ ซึ่งเราก็สามารถนำเอาอุปกรณ์ที่รองรับย่านความถี่นี้มาใช้งานเพื่อใช้เป็นวงจรเชื่อมต่อเครือข่ายภายในระยะไกลได้เช่น การเชื่อมต่อสำนักงานใหญ่กับโรงงาน การเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดระยะไกลแบบไร้สาย หรือแม้แต่การให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายสำหรับหมู่บ้านได้เป็นต้น ซึ่งย่านความถี่ 5GHz ถือว่ายังเป็นย่านที่มีอัตราการใช้งานต่ำ และมีปัญหาสัญญาณรบกวนอันเกิดจากการใช้งานของผู้อื่นต่ำกว่าย่าน 2.4GHz มากจึงเหมาะกับการนำมาใช้ภายนอกอาคารมากกว่า

ข้อด้อยของ 802.11a
  เนื่องจาก 802.11a ทำงานที่ย่านความถี่สูง ทำให้ความสามารถในการนำสัญญาณผ่านอากาศ และความสามารถในการเคลื่อนที่ผ่านสิ่งกีดขวางของสัญญาณต่ำกว่า 802.11b/g พูดง่ายๆคือระยะการทำงานของ 802.11a จะต่ำกว่า 802.11b/g นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ส่วนใหญ่ออกแบบให้ใช้ภายในอาคารมักเป็นลักษณะ Dual Radio คือรองรับทั้ง 802.11b/g และ 802.11a และเมื่อใดที่หลุดจากสัญญาณ 802.11a เครือลูกข่ายก็จะไปเกาะกับ Access Point ในโหมด 802.11b/g แทน

802.11a รองรับ Wireless-N
   ในปัจจุบันอุปกรณ์ Access Point รุ่นใหม่ มักออกแบบให้รองรับมาตรฐาน IEEE802.11n ที่มีการพัฒนาการเข้ารหัสสัญญาณให้ทำงานโดยใช้ย่านความถี่กว้างขึ้นเป็น 40Mhz และมีการใช้เทคนิคเสาอากาศและภาครับส่งสัญญาณแบบ MIMO (Multiple In - Multiple Out) ซึ่งทำให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมีมากถึง 300Mbps ซึ่ง IEEE802.11n นี้ก็รองรับการทำงานในย่าน 5Ghz ของ 802.11a ด้วยเช่นกัน โดยอุปกรณ์ Access Point ที่มีขายในท้องตลาดอาจจะระบบว่ามีความเร็วถึง 600Mbps นั้นก็ไม่ต้องตกใจ นั่นหมายความว่าความเร็วในย่าน 2.4GHz รวมกับ ย่าน 5GHz ย่านละ 300Mbps รวมเป็น 600Mbps นั่นเอง

การนำ 802.11a ไปใช้

High Density Area
   แน่นอนว่าในพื้นที่ที่มีการใช้งานเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi ย่านความถี่ 2.4GHz อย่างหนาแน่นเช่นในเขตเมือง ในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ หอประชุม หรืออาคารเรียนบางครั้งการใช้งาน 802.11b/g มักพบปัญหาสัญญาณขาดหาย ความเร็วขึ้นๆลงๆ การส่งไฟล์งานต่างๆมีปัญหานั้น ปัญหาส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากปัญหา RF Interference หรือปัญหาสัญญาณรบกวนจากเครือข่ายเพื่อนบ้านนั่นเอง ซึ่ง 802.11a ที่ทำงานในย่าน 5GHz น่าจะช่วยให้ปัญหาเหล่านี้ลดไปได้อย่างมาก และหากผู้ดูแลระบบจะมีการวางแผนล่วงหน้าก่อนปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจลงทุนทีเดียว

Lan to Lan
   การสร้างเครือข่ายภายนอกอาคาร สามารถทำได้อย่างประหยัด รวดเร็ว และสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย โดยอาศัยอุปกรณ์ที่รองรับความถี่ย่าน 5GHz นี้เอง เช่นการเชื่อมต่อเครือข่ายของสำนักงานไปยังโกดังสินค้า การเชื่อมต่อระบบ Point of Sale ของโรงแรมไปยังบาร์อาหารที่ชายหาด หรือการใช้อุปกรณ์แบบ Outdoor เพื่อเป็นเครือข่ายหลัก (Backhaul) ให้แก่อุปกรณ์access network อื่นๆเพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตเป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ไร้สายที่ทำงานในย่าน5GHz นี้หลายๆรุ่นสามารถติดตั้งเสาอากาศเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในการสร้างเครือข่าย LAN to LAN แบบ Point to Point หรือ Point to Multipoint ซี่งเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถออกแบบการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมและเป็นไปตามกฏหมายกำหนดได้

Wireless CCTV
   การติดตั้งระบบ CCTV ที่ต้องครอบคลุมพื้นที่ในระดับเมืองนั้น โดยทั่วไปโครงข่ายหลักจะอาศัยการลากสาย Optic Fiber ซึ่งมีต้นทุนในการติดตั้งค่อนข้างสูง และมักประสบกับปัญหาสาย Optic Fiber ถูกลักลอกตัดหรือถูกทำลายจากผู้ไม่หวังดีได้ง่าย ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาค่อนข้างนานอีกด้วย การนำเอาเทคโนโลยี WLAN เข้ามาเสริมเพื่อใช้เป็นเครือข่ายไปยังกล้องวงจรปิดที่กระจายอยู่พื้นที่ในเมืองนั้น ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยอาศัยย่านความถี่ 5GHz ซึ่งช่วยลดปัญหาสัญญาณรบกวนอันเกิดจากการใช้งานของประชาชนโดยทั่วไปนอกจากนั้นการนำ WLAN มาใช้งานยังช่วยลดปัญหาการลักลอบตัดสายที่มักเกิดจากระบบแบบมีสายอีกด้วย อีกทั้งการขยายจุดติดตั้งกล้องวงจรปิด ยังสามารถทำได้ง่ายรวดเร็ว และประหยัดต้นทุนกว่าอีกด้วย

อ้างอิง:
http://www.ntc.or.th
http://www.trapezenetworks.com
http://www.wi-fiplanet.com
http://www.engeniustech.com.sg
http://www.univers-spb.ru/products/c...t_antennas.php
---
บทความโดย: ฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล (โก๋)