0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: Voice Over IP (VoIP) คืออะไร?  (อ่าน 3143 ครั้ง)

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« เมื่อ: 16-04-14 15:29:30 »
หลักการพื้นฐานของเครือข่าย TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)


TCP/IP ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ

   1.TCP (Transmission Control Protocol) มีหน้าที่ในการตรวจสอบการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ส่ง และเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้รับ ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หากมีการสูญหายของแพ็กเก็ตข้อมูล ก็จะมีการแจ้งให้ต้นทางทราบแล้วทำการส่งแพ็กเก็ตที่สูญหายมาให้ใหม่

   2.Internet Protocol (IP) โดยมีหลักการทำงาน คือ แบ่งข้อมูลที่จะส่งเป็นชิ้นเล็กเล็กๆ หรือเรียกว่าแพ็กเก็ต แล้วทำการส่งแพ็กเก็ตไปยังเส้นทางที่เหมาะสมทีละแพ็กเก็ตถึงปลายทาง แต่ละแพ็กเก็ตอาจจะใช้คนละเส้นทางในการเดินทางถึงปลายทางก็ได้ ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาเลือกเส้นทางของเราเตอร์ในช่วงต่างๆ หากเกิดการผิดพลาด ณ ช่วงเวลาการส่งใด เราเตอร์ที่รับผิดชอบการส่งช่วงนั้นก็จะทำการส่งแพ็กเก็ตใหม่ให้อัตโนมัติ เมื่อถึงปลายทางระบบจะทำการรวบรวมแพ็กเก็ตกลับให้เป็นเนื้อข้อมูลดังเดิม

ลักษณะการทำงานของ IP (Internet Protocol)

   จะทำหน้าที่เลือกเส้นทางที่จะใช้รับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย และทำการตรวจสอบที่อยู่ของผู้รับ โดยใช้ข้อมูลขนาด 4 Byte เป็นตัวกำหนดแอดเดรส หรือที่เรียกว่า IP Address ซึ่งโพรโตคอล TCP จะทำงานอยู่ในชั้น Transport Layer ตัวแพ็กเก็ต TCP จะประกอบด้วย ส่วนหัว (Header) และส่วนข้อมูล (Data) ส่วนโพรโตคอล IP จะทำงานอยู่ในชั้น Network Layer ตัวแพ็กเก็ต IP จะประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนหัว (IP Header) จะประกอบด้วย IP แอดเดรสของเครื่องต้นทางและปลายทาง และส่วนข้อมูล (IP Data) จะเป็นที่เก็บโพรโตคอล TCP เนื่องจากโพรโตคอล TCP/IP จะถูก Encapsulate ให้มาอยู่ในส่วนแพ็กเก็ต IP

   การสื่อสารผ่านเครือข่ายไอพีต้องมีเราเตอร์ (Router) ที่ทำหน้าที่พิเศษเพื่อประกันคุณภาพช่องสัญญาณไอพีนี้ เพื่อให้ข้อมูลไปถึงปลายทางหรือกลับมาได้อย่างถูกต้อง และอาจมีการให้สิทธิพิเศษก่อนแพ็กเก็ตไอพีอื่น (Quality of Service: QoS) เพื่อการให้บริการที่ทำให้เสียงมีคุณภาพ ซึ่งจะเห็นการพัฒนาของอุปกรณ์เน็ตเวิกส์ในปัจจุบัน สวิตช์ในปัจจุบันได้มีการเพิ่ม Port QoS (Quanlity of Service) มาด้วยในหลายยี่ห้อ


วิวัฒนาการการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต

   Email หรือจดหมายอิเล็กใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร หรือส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันทั้งภายในและนอกองค์กร มีความสะดวกและรวดเร็วกว่าการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ สามารถแนบไฟล์ต่างๆไปถึงผู้รับ

   Chat คือ การส่งข้อความสั้นๆ เพื่อใช้ติดต่อกันระหว่างบุคคลที่อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในเวลาเดียวกัน สามารถเขียนข้อความโต้ตอบกันคล้ายกับการพูดคุย แต่เป็นการใช้ข้อความสั้นๆแทนการใช้เสียง เช่น MSN Messenger สามารถต่อกล้องเว็บแคมป์เพื่อเห็นหน้าคู่สนทนาได้อีกด้วย

   VDO Conference เป็นการสื่อสารทั้งภาพและเสียง โดยสามารถนำมาใช้ในการประชุมทางไกล เช่น ผู้บริหารที่อยู่สำนักงานใหญ่ สามารถใช้ VDO Conference เพื่อประชุมกับสาขาต่างๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปทุกๆสาขา ทำให้เกิดความประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมาย

   และเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อมา คือ เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยเสียงผ่านเครือข่าย IP หรือเรียกว่า เทคโนโลยี Voice over IP (VoIP) จนสามารถใช้งานได้ดีขึ้น VoIP ได้มีการนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถสนทนาด้วยเสียงระหว่างกันผ่านเครือข่ายได้ รวมถึงสนทนากับโทรศัพท์พื้นฐานได้ คุณภาพของเสียงได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเทียบเท่าระบบโทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งรายละเอียดของ VoIP จะกล่าวถึงในเนื้อหาในบทถัดไป
 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการนำ VoIP มาใช้งาน

1.การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยมีราคาที่ถูกกว่าโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วไป

2.การพัฒนารูปแบบการติดต่อสื่อสารแบบใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยส่วนหนึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้งานใน VoIP ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันกว้างไกลยิ่งขึ้น

3.การเป็นที่ยอมรับ และรับเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ VoIP ได้รับความนิยมในการใช้ติดต่อสื่อสาร

4.การใช้ประโยชน์จากระบบ Network ที่มีการพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นในปัจจบัน ให้สามารถใช้งานได้ทั้งการส่งข้อมูล และเสียงเข้าด้วยกัน

5.ความต้องการที่จะมีหมายเลขเดียวติดต่อสื่อสารได้ทั่วโลก ทั้งด้านข้อมูล, ด้านเสียง ,แฟกซ์ แม้ว่าบุคคลนั้นจะย้ายไปอยู่ที่ใดก็ยังใช้หมายเลขเดิมได้ เป็นความต้องการของผู้ใช้งานและธุรกิจ

6.การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับองค์กรได้ เช่น การโทรศัพท์หาลูกค้า หรือลูกค้าต้องการโทรติดต่อกับผู้ค้า หากใช้ VoIP ก็จะทำให้ลูกค้าและผู้ค้าได้ประโยชน์ร่วมกันได้ในเรื่องของค่าใช้จ่าย

7.การเติบโตอย่างรวดเร็วของเครือข่าย Wireless Communication ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ใช้กลุ่มนี้ต้องการการติดต่อสื่อสารที่ราคาถูกลง แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ดังนั้นตลาดกลุ่มนี้จึงเป็นโอกาศของ VoIP
 

คุณสมบัติสำคัญของ VoIP เมื่อเทียบกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมในองค์กร

ระบบโทรศัพท์แบบเดิม

   ระบบโทรศัพท์แบบเดิมเป็นระบบ Analog ใช้งานผ่านตู้สาขา (PBX) ช่วยให้องค์กรใช้งานคู่สายโทรศัพท์ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถต่อจ่ายเบอร์ให้กับผู้ใช้มากกว่าคู่สายจริง เปรียบเสมือนการแบ่งใช้คู่สายโทรศัพท์ โดยมี PBX เป็นตัวจัดการ เช่น องค์กรมีคู่สายจริง 1 เลขหมาย และติดตั้ง PBX เพื่อแบ่งเลขหมายติดต่อกันภายในองค์กร ติดต่อระหว่างแผนก เรียกว่าเบอร์ภายใน จำนวนเลขหมายภายในขึ้นอย่กับตู้ PBX ที่ใช้งานว่าต้องการใช้งานเลขหมายภายในกี่เบอร์ ก็เลือกซื้อตู้ PBX มาใช้งานขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร ในที่นี้ยกตัวอย่างว่ามีเบอร์ภายใน 10 เลขหมายสามารถติดต่อกันระหว่างแผนกต่างผ่านบริการของตู้ PBX โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เมื่อแต่ละแผนกต้องการติดต่อไปยังเลขหมายภายนอกองค์กร ตู้ PBX ก็จะทำการให้บริการโดยจับคู่เลขหมายภายในกับคู่สายจริงที่ว่างอยู่แล้วทำการ เรียกไปยังเลขหมายภายนอกที่ผู้ใช้ต้องการ แต่สามารถใช้งานโทรออกภายนอกได้ครั้งละ 1 คู่สายในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเรามีเลขหมายจริงเพียง 1 เลขหมายในการหมุนออกนอกองค์กร หากต้องการใช้งานพร้อมๆกันมากขึ้นก็ต้องเพิ่มคู่สายจริง ทั้งหมดนี้ PBX จะเป็นตัวจัดการให้ คุณสมบัติต่างๆ ของระบบโทรศัพท์ คือ โอนสายและวอยซ์เมลล์

ระบบโทรศัพท์แบบ VoIP

   ระบบ VoIP คือการติดต่อสื่อสารด้วยเสียงระบบ Digital ผ่านเทคโนโลยีเครือข่าย IP (Internet Protocol) โดยมีระบบฝากข้อความแบบ E-Mail และ Fax มีคุณสมบัติต่างดังนี้

-สามารถโอนสายไปเครื่องอื่น หรือเข้าระบบวอยซ์เมลล์อัตโนมัติเมื่อไม่มีผู้รับสาย

-สามารถตั้งลำดับการรับสายได้ เช่น เมื่อมีการโทรเข้าเริ่มจากเครื่อง IP Phone (โทรศัพท์ที่ใช้ในระบบ VoIP), โทรศัพท์มือถือ, เบอร์บ้าน, หากยังไม่มีการรับสายก็ส่ง Massage เข้ามือถือหรือ E-Mail

-สามารถแสดงเบอร์โทรศัพท์ หรือ IP Address เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารให้ผู้รับสายเห็นเบอร์คู่สนทนาได้

-สามารถใช้งานโทรศัพท์ผ่านทางเครื่อง IP Phone หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้

-สามารถตรวจข้อความ E-Mail, Voice Mail, Fax ผ่านแ แอพพลิเคชั่นบนคอมพิวเตอร์ได้

-สามารถส่ง Fax ผ่านเครื่อง Fax หรือแอพพลิเคชั่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

Voice over IP (VoIP) คืออะไร

   Voice over IP (VoIP) ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1996 ในนิตยาสาร CTI Magazine (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Communication Solutions Magazine.) ได้วิจารณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์และการโทรศัพท์สามารถทำงานร่วมกัน ซึ่งมีการใช้งานครั้งแรกในธุรกิจ Call Center โดยเป็นการทำงานร่วมกับเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ

   Voice over IP คือเทคโนโลยีการนำสัญญาณเสียงมาผสมกับสัญญาณข้อมูล เพื่อส่งไปบนระบบเครือข่าย IP (Internet Protocol) ปกติจะใช้ IP ในการส่งสัญญาณข้อมูลเท่านั้น เทคโนโลยี VoIP นี้ได้พัฒนาจนสามารถสื่อสารสัญญาณเสียงผ่าน IP ได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของเครือข่ายโทรศัพท์ได้มากขึ้น ซึ่งการติดต่อสื่อสารแบบเดิมเป็นแบบ Analog ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและอุปกรณ์ เช่น การเชื่อมต่อโทรศัพท์ระหว่างปลายทางและต้นทาง เมื่อระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ได้แล้วหมายความว่า ช่องทางการติดต่อจองคู่สายนี้จะถูกจองทั้งสาย ไม่สามารถรับการเชื่อมต่อจากคู่สายอื่นได้จนกว่าจะจบการเชื่อมต่อของคู่สนทนา สายโทรศัพท์เส้นนี้จึงจะว่าง หากเป็นระบบ digital ไม่ใช่เป็นการเพิ่มสายให้มีช่องทางมากขึ้น เพียงแต่เสมือนการแบ่งเลน ให้มีหลายช่องจราจร มีหลายระดับความเร็วแบ่งกันใช้ เมื่อเอาโทรศัพท์ที่สามารถใช้ระบบ IP

  Telephony มาเชื่อมต่อก็เหมือนกับว่าโทรศัพท์ 2 เครื่องต่อผ่านสายโทรศัพท์ 1 เส้น แต่การส่งสัญญาณไปกลับจะถูกแบ่งเป็นแพ็กเก็ต แล้วทยอยส่งเป็นช่วง ช่วงว่างก็เป็นโอกาศให้ผู้อื่นส่งบ้าง เรียกว่าไปด้วยกัน แบ่งเลนกัน แบ่งเวาลกัน ดังนั้นช่วงเวลาเท่าๆกัน ระบบ IP Telephony สามารถคุยกันได้

   VoIP สามารถประยุกต์ใช้กับข้อกำหนดของการสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่การติดต่อภายในองค์กร ระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศ อุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายที่ใช้งานและใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย และที่สำคัญต้องสามารถใช้ร่วมกับระบบโทรศัพท์แบบเดิมได้ด้วย ยังคงต้องใช้ควบคู่กับไป เพราะปัจจุบันส่วนใหญ่ องค์กรต่างๆยังคงใช้ระบบโทรศัพท์แบบเดิมอยู่ ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั้งระบบ VoIP และระบบโทรศัพท์แบบเดิม

แนวทางการนำระบบ VoIP ไปใช้งาน

แนวทางของเทคโนโลยีในการใช้งานของระบบ VoIP แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ

1.การพัฒนาเครือข่าย IP เดิม ให้มีส่วนที่เชื่อมต่อกับระบบสัญญาณเสียง (Voice enable IP Network) โดยการใช้ Voice interface บนอุปกรณ์เครือข่าย IP

2.การพัฒนาระบบเครือข่าย PBX เดิม ด้วยการเพิ่มเติม IP Interface ให้เป็น IP enabled PBX เพื่อสามารถรับส่งสัญญาณเสียงเข้าไปใน IP Network ได้

   ซึ่งการพัฒนาระบบเครือข่าย PBX เดิมเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับระบบ VoIP จึงจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับองค์กรที่ใช้งานระบบเครือข่าย PBX อยู่แล้ว ด้วยฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์ต่างๆบน PBX ก็ยังคงนำมาใช้งานได้อย่างปกติ โดยระบบ PBX จะมองเครือข่าย IP เป็นเพียงเส้นทางรับส่งสัญญาณทางหนึ่งเท่านั้น ซึ่งระบบ IP-enable PBX สามารถประกันคุณภาพของสัญญาณเสียง มีการตรวจสอบเครือข่ายก่อนส่งข้อมูลออกไป และจะเปลี่ยนเส้นทางหากมีการจราจรหนาแน่นของเส้นทางเดิม เช่น ถ้าเครือข่าย IP ข้อมูลหนาแน่นก็จะเปลี่ยนการส่งข้อมูลเสียงออกไปทาง ISDN หรือ Frame relay

ที่มา - http://www.gotoknow.org/posts/300860

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 16-04-14 15:31:30 »
มาตรฐานของระบบ VoIP (Standard of VoIP Technology)

   มารตฐานของระบบ VoIP นั้นมีอยู่ 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐาน H.323 และมาตรฐาน SIP หรืออาจจะเรียกอีกอย่างว่า “Call Control Technology” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการนำระบบ VoIP มาใช้งาน

H.323 Standard

   H.323 เป็นมาตรฐานที่อนุมัติโดย International Telecommunication Union (ITU) ในปี 1996 เพื่อพัฒนาความสามารถการส่งผ่าน Video Conference ข้ามเครือข่าย IP เริ่มแรก H.323 ได้รับการส่งเสริมวิธีการให้ความสอดคล้องกันของ เสียง วีดีโอและการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลในเหตุการณ์นั้นที่เครือข่ายท้องถิ่น (Local area network) และไม่มีการประกันคุณภาพของบริการดังกล่าว ซึ่งเกิดข้อสงสัยมากในตอนแรก ปัจจุบัน H.323 ได้รับพิจารณาเป็นมาตรฐานสำหรับการทำงานภายในของเสียง วีดีโอ และการส่งผ่านข้อมูล รวมถึงโทรศัพท์อินเตอร์เน็ต และ Voice Over IP ซึ่งมาตรฐานนี้สามารถควบคุมการเรียก และการจัดการการประชุมแบบ point-to-point และ multipoint รวมถึงการบริหาร Gateway ของการจราจรสื่อสารแถบความกว้าง (Bandwidth) และการเข้าใช้งานของผู้ใช้

SIP (Session Initiation Protocol) Standard

   เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของ Internet Engineering Task Force (IETE) สำหรับการเริ่มต้น user session ปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับส่วนประกอบมัลติมีเดีย เช่น วีดีโอ เสียง chat เกมส์ และVirtual reality

   SIP คล้ายกับ HTTP หรือ SMTP คือทำงานในชั้น Application layer ของ OSI Model ซึ่ง Application layer เป็นระดับการตอบสนอง ทำให้มั่นใจว่าการสื่อสารเป็นไปได้ SIP สามารถก่อตั้ง multimedia session หรือการเรียก Internet telephony และปรับปรุงหรือยุติ

   มาตรฐาน SIP นั้นถือเป็นมาตรฐานใหม่ในการใช้งานเทคโนโลยี VoIP เพราะออกแบบมาใช้งานกับระบบ IP โดยเฉพาะ ดังนั้นกาหมีการนำเทคโนโลยี VoIP เข้าไปใช้ใหม่ก็จะให้ใช้งานอยู่บนมาตรฐานนี้ แต่หากองค์กรมีการใช้มาตรฐาน H.323 อยู่แล้วก็สามารถนำเทคโนโลยี VoIP ใช้งานบนมาตรฐาน H.323 เดิมได้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเปลี่ยนแปลงระบบใหม่




ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 16-04-14 15:34:39 »
ประโยชน์ของการนำ VoIP ไปใช้งาน

   ประการสำคัญของการนำ VoIP เข้ามาใช้งานในองค์กรคือ การลดค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ขององค์กร ไม่ว่าจะโทรในพื้นที่ โทรทางไกล รวมไปถึงโทรไปยังต่างประเทศ ทั้งโทรภายในองค์กรเอง หรือโทรติดต่อกับสาขาอื่นๆ หน่วยงานอื่นๆ หรือลูกค้า ล้วนเป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการนำ VoIP ไปใช้งาน ซึ่งจะสรุปประเด็นเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ลดค่าใช้จ่าย (Cost Savings)
   ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโทรติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ เพราะเสียงถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับข้อมูล จึงทำให้ส่งสัญญาณเสียงไปในเครือข่าย LAN หรือ WAN ได้โดยไม่ต้องผ่านเครือข่าย PSTN ที่มีค่าใช้จ่ายมากกว่า

2.เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดต่อสื่อสาร
   เช่น กรณีมีสาขาอยู่คนละที่สามารถนำ VPN มาร่วมกับ VoIP เพื่อส้รางระบบการติดต่อสื่อสารเต็มรูปแบบภายในองค์กร ทำการโทรต่างสาขาเหมือนการโทรภายในสาขาเดียวกัน

3.จัดการระบบเครือข่ายได้ง่าย
   เนื่องจากเครือข่ายการติดต่อสื่อสารทางเสียง และเครือข่ายทางด้านข้อมูลถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ และหากมีการโยกย้ายหน่วยงานหรือพนักงาน การจัดการด้านหมายเลขโทรศัพท์และอื่นๆ ทำได้ง่าย โดยไม่ต้องเดินสายสัญญาณใดๆเพิ่มขึ้นมาใหม่

4.รองรับการขยายตัวในอนาคต
   หากองค์กรขยายตัวใหญ่ขึ้น VoIP สามารถรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นในทันทีโดยการเพิ่ม Virtual User เข้าไปในระบบเท่านั้นเอง

5.ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลและจัดการระบบ (Reduce Operation Express)
เนื่องจากใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการ ทำให้ VoIP นั้นง่ายในการจัดการและบำรุงรักษา

6.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Increase Productivity)
   พนักงานสามารถส่ง เอกสารผ่านเครือข่ายควบคู่ไปกับการสนทนา หรืออาจจะประชุมออนไลน์ (Conference Call) ทั้งภาพและเสียง หรือการส่งเอกสารการประชุมให้กับผู้เข้าร่วมประชุมผ่านทางเครือข่ายได้อีกด้วย

7.ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ไร้สายได้
   ทำให้อุปกรณ์ต่างๆที่รองรับการทำงานเครือข่ายไร้   สาย หรือ Wireless เช่น PDA, PDA Phone สามารถติดต่อผ่าน VoIP เข้ามาภายในเครือข่ายขององค์กรได้

8.เพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อกับลูกค้า (Improved Level of Services)   
   สามารถใช้ความสามารถของ VoIP ร่วมกับระบบ CRM เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ลดขั้นตอนน้อยที่สุด เช่น เมื่อลูกค้าต้องการทราบข้อมูลสินค้าหรือการบริการต่างๆ การสั่งซื้อล่าสุด ติดตามการส่งของ ต้องสามารถตอบลูกค้าได้เลย ปัจจุบันยังต้องโอนสายกันไปโอนสายกันมา โอนผิดบ้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อองค์กรได้หากรู้ค้าไม่ประทับใจในการบริการ อาจจะไปใช้บริการที่อื่นซึ่งราคาอาจสูงกว่าแต่ประทับใจก็เป็นได้ หรือความสามารถของ VoIP เช่น Click-to-talk เป็นการเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อกับลูกค้า

 

ตัวอย่าง Application การใช้งานเทคโนโลยี VoIP

1. PBX to PBX Connection

 


 
   สำนักงานทั้งสองฝั่งสามารถใช้งานตู้สาขา PBX ของสำนักงานอีกฝั่งเปรียบเสมือนตู้สาขา PBX ของสำนักงานตังเอง โดยที่ผู้ใช้งานภายในไม่ต้องทำการ Dial-out ออกไปบนระบบโทรศัพท์ PSTN เพื่อทำการเชื่อต่อเข้ากับตู้สาขา PBX ของสำนักงานอีกฝั่ง

2. Long Line PBX Extension

 
 

   มีตู้ PBX ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ และให้ที่สาขาย่อยที่ไม่มีตู้ PBX โดยสาขาย่อยเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย IP เข้ามายังสำนักงานใหญ่ เพื่อใช้งานตู้ PBX เสมือนกับว่าเป็นตู้ PBX ตั้งอยู่ฝั่งตนเอง

3. Teleworker / Local Access

 

 
   กรณีต้องการติดต่อไปยังสาขาต่างๆที่อยู่ห่างไกล การเชื่อมต่อแบบนี้จะยอมให้ Remote User ฝั่งสำนักงานใหญ่สามารถใช้งานโทรศัพท์เข้ามายังสำนักงานใหญ่ จากนั้นสำนักงานใหญ่ก็จะติดต่อไปยังสาขาต่างๆผ่านเครือข่าย IP ด้วยเทคโนโลยี VoIP ทำให้เสียค่าบริการในอัตราของพื้นที่สาขานั้น คือ ไม่ต้องเสียค่าโทรทางไกลนั่นเอง

4. Service Provider CPE

 

   ผู้ให้บริการต่างๆ เช่น ISP, CAT,TT&T ,TOT สามารถที่จะเสนอบริการเสริมต่างๆ ทางด้าน VoIP บนระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่มีการใช้งานเดิมอยู่แล้ว ปัจจุบัน ADSL สามารถเปลี่ยนเป็นแบบมีไอพีเป็นของตัวเองได้โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายของบริการ ADSL หรือ บริษัท TT&T ปัจจุบันมีเบอร์โทรศัพท์ระบบดิจิตอลโดยการเชื่อมต่อผ่านสาย Fiber Optic มายังหน่วยงานทำให้สามารถใช้เลขหมายได้จำนวนมาก ลดปัญหาคู่สายเต็มเพราะต้องเดินสาย 1 เส้นต่อ 1เบอร์ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้เบอร์โทรศัพท์เป็นจำนวนมากและรองรับการขยายตัวในอนาคต

ออฟไลน์ เอกลักษณ์

  • Expert
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 265
  • ขอบคุณ: 39 ครั้ง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 16-04-14 15:35:41 »
การสร้างความเสถียรให้กับระบบ VoIP

1.แยกซับเน็ตของเสียงและข้อมูลออกจากกัน

   โดยการใช้ Virtual LAN (VLAN) เพื่อแยกทราฟฟิกของเสียงและข้อมูลออกจากกัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพราะเมื่อทำการแยกอุปกรณ์ด้านเสียง เช่น โทรศัพท์, เกตเวย์ ออกจากอุปกรณ์ข้อมูล เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์, เครื่องเซิร์ฟเวอร์ ออกจากกันได้ จะช่วยเพิ่มความเสถียรและความปลอดภัยได้อีกมาก โดยการจัดวางอุปกรณ์เสียงและข้อมูลไว้บน VLAN คนละวงกัน และยังสามารถกำหนดระดับการให้บริการ (QoS) และนโยบายความปลอดภัยให้แก่เสียงกับข้อมูลแตกต่างกันได้

2.กำหนดคุณภาพการให้บริการ (QoS: Quality of Service)

   การออกแบบเน็ตเวิกส์ยุคแรกๆเน้นการรับส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพการให้บริการบางประการ โดยเฉพาะการกำหนด IP Address ให้เป็นดาต้าแกรม คือ การจ่าหน้า address ปลายทางให้กับแพ็กเก็ต แล้วส่งออกไปโดยไม่คำนึงว่าจะถึงปลายทางเมื่อไหร่ การให้บริการแบบนี้เหมาะสำหรับการบริการบางประเภท เช่น การส่งอีเมลล์หากถึงปลายทางล่าช้าก็ไม่เป็นไร แต่การบริการของ VoIP ต้องการคุณภาพมากกว่าปกติ ถ้าหากไม่มีการประกันคุณภาพในการส่งแพ็กเก็ต สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เสียงที่สนทนากัน ขาดๆหายๆ รีเลย์บ้าง คือพูดแล้วแต่อีกฝั่งยังไม่ได้ยินเป็นต้นดังนั้นควรเลือกอุปกรณ์ที่สามารถกำหนดคุณภาพการบริการได้ ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์สวิตช์บางยี่ห้อได้เพิ่ม port QoS มาให้ด้วยแล้วเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทุกวัน

3.แหล่งจ่ายไฟสำรอง

   โดยปกติเราอาจจะมี UPS เพื่อป้องกันให้กับเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว แต่ระบบ IP Phone ต้องใช้ไฟฟ้าหากไฟฟ้าดับเครื่องโทรศัพท์แบบ IP Phone จะใช้งานไม่ได้ คงเป็นเรื่องยากหากต้องตั้ง UPS ให้กับ IP Phone ทุกเครื่อง ทางเลือกที่ดีอีกทางคือ ใช้สวิตช์ที่เป็น POE (Power Over Internet) คือการจ่ายไฟจากสวิตช์ไปยังอุปกรณ์ผ่านสายแลน ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมไฟฟ้าที่สวิตช์เป็นหลัก ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญอื่นๆที่ไม่กล่าวถึงก็ต้องมี UPS ด้วย เช่น Gatekeeper, Gateway, Access Point ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้มีราคาแพงดังนั้นไม่คุ้มกันหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร จึงต้องมี UPS เป็นกำแพงป้องกันให้กับอุปกรณ์ ดังนั้นก่อนทำการออกแบบควรคำนึงถึงข้อนี้เป็นสำคัญ

4.ทำแผนการหมุนเบอร์เบอร์โทรให้ง่ายต่อผู้ใช้งาน

   องค์กรต่างๆมักจะเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์เมื่อมีการใช้ IP Phone ดังนั้นหากคุณต้องทำเช่นนั้น ควรจัดกลุ่มหมายเลขสำหรับผู้ใช้งานให้เข้าใจง่าย แผนการหมุนโทรศัพท์ต้องสามารถหมุนไปยังเบอร์โทรระบบโทรศัพท์ปกติ (PSTN) ได้ทุกครั้ง และแผนการจัดเส้นทางสัญญาณการโทรไปยัง Gateway อื่นกรณี Gateway ที่ใช้งานขององค์เกิดขัดข้อง แม้ว่าต้องเสียค่าบริการโทรทางไกลก็ต้องยอม ดีกว่าปล่อยให้ระบบโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้เมื่อส่วนหนึ่งของระบบล่ม ซึ่งข้อดีของการจัดทำแผนสรุปได้ 2 ประการคือ เข้าใจง่าย และแก้ไขปัญหาได้ง่าย

5.จัดทำคู่มือเกี่ยวกับเครือข่ายและระบบ IP Phone

   ป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดแต่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความเสถียรและการทำงานที่ต่อเนื่องของระบบ ต้องมีการจัดเก็บ บันทึกข้อมูลระบบที่ดี ความเสถียรไม่ใช่ต้องการแค่อุปกรณ์สำรองเท่านั้น แต่เมื่อเกิดเหตุขัดข้องต้องสามารถซ่อมแซมและเข้าถึงปัญหาถูกจุดอย่างรวดเร็ว หากมีการบันทึกข้อมูลจัดทำคู่มือที่ดี เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเราสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุได้ง่ายมากขึ้นเท่านนั้น