0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ผู้เขียน หัวข้อ: ทำความเข้าใจกับ Routing Protocols  (อ่าน 6659 ครั้ง)

ออฟไลน์ teacher_a

  • Teacher
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 348
  • ขอบคุณ: 15 ครั้ง
« เมื่อ: 19-08-13 22:01:22 »
หลักการพื้นฐานของเร้าติ้ง (Routing) และสแตติกเร้าต์ (Static Route)


   พื้นฐานการติดต่อสื่อสารบนเน็ตเวิร์กที่ใช้โปรโตคอล TCP/IP จำเป็นต้องมีหมายเลขไอพีแอดเดรสประจำเครื่อง ซึ่งเป็นหมายเลขแบบลอจิคอลแอดเดรส (logical address) ซึ่งสามารถกำหนดได้ตามความต้องการ หากเครื่องคอมพิวเตอร์ A ต้องการส่งแพ็กเก็ตไปยังเครื่อง B โปรโตคอลไดร์เวอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ A จะทำการสร้างแพ็กเก็ต IP แล้วส่งไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์ B โดยอาศัยหลักการ Encapsulation คือการเพิ่มค่า Header ในแต่ละชั้นใน OSI Model โดยฟิลด์ในแพ็กเก็ต IP ที่สำคัญที่เราสนใจขณะนี้คือหมายเลข IP Address ต้นทางและหมายเลข IP Address ปลายทาง หากหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ A กับเครื่องคอมพิวเตอร์ B อยู่ภายใต้ Subnet เดียวกันสามารถส่งแพ็กเก็ตไปหากันโดยตรงทันที เช่น เน็ตเวิร์กขนาดเล็กมีฮับ 1 ตัวไม่มี Server ที่ทำหน้าที่ DHCP ในการจ่าย IP Address ก็ทำการกำหนดหมายเลข IP Address ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายใต Network Address เดียวกันก็สามรถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง แต่หากเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่หมายเลข IP Address อยู่ต่าง Subnet กันจำเป็นต้องนำอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่ทำงานใน Layer 3 (Network Layer) ได้แก่ เร้าเตอร์หรือสวิตช์เลเยอร์ 3 เพื่อค้นหาเส้นทางการติดต่อสื่อสารเพื่อให้แพ็กเก็ตนั้นถูกส่งไปยังปลายทาง ซึ่งปกติเร้าเตอร์จะไม่ใช้วิธีการค้นหาเส้นทางโดยพิจารณาจากหมายเลข IP Address ของแต่ละเครื่อง เพราะเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่จะมี IP address จำนวนมากเกิดปัญหาด้านหน้วยความจำและความล่าช้า ดังนั้นเร้าเตอร์จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหมายเลข Network Address หรือ Subnet Address ปลายทางแทน บางกรณีที่เฉพาะเจาะจง เร้าเตอร์สามารถถูกกำหนดให้หาเส้นทางโดยพิจารณาจากหมายเลข Host Address โดยตรง แพ็กเก็ต IP ที่ส่งออกจากเครื่องต้นทางถึงปลายทางจะมีหมายเลข IP Address ต้นทางและปลายทางคงที่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง เร้าเตอร์หรือสวิตช์เลเยอร์ 3 อาศัยหมายเลขแอดเดรสในฟิลด์เฮดเดอร์ เพื่อทำการค้นหาว่าจะส่งแพ็กเก็ตออกไปทางอินเตอร์เฟซไหนของเร้าเตอร์ไม่มีการเข้าไปแก้ไขแอดเดรสต้นทาง/ปลายทาง จะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงระหว่างส่งแพ็กเก็ตจากเร้าเตอร์ตัวที่หนึ่งไปยังอีกเร้าเตอร์หนึ่งคือ แอดเดรสเลเยอร์ 2 หรือ MAC Layer Address เท่านั้น แพ็กเก็ต IP จะถูกห่อหุ้ม (encapsulate) ไว้ภายในในเฟรม (frame) ในเลเยอร์ 2 แล้วจึงส่งไปที่ปลายทาง เช่น บนอีเทอร์เน็ต (Ethernet) ,MAC Address ของอีเทอร์เน็ตเฟรมจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของ Hop by Hop (Hop by Hop คือจากเครื่องต้นทางไปยังเร้าเตอร์ตัวแรก จากเร้าเตอร์ตัวแรกไปยังเร้าเตอร์ตัวที่ 2 และจากเร้าเตอร์ตัวที่สองไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง)

การค้นหาเส้นทางของเร้าเตอร์

   เมื่อเร้าเตอร์รับแพ็กเก็ตมาจากโฮสต์หรือมาจากเร้าเตอร์ตัวอื่นๆ สิ่งที่เร้าเตอร์ทำคือ การค้นหาเส้นทางส่งแพ็กเก็ตต่อ อาจจะเป็นการส่งแพ็กเก็ตไปยังปลายทางโดยตรง หรือการส่งแพ็กเก็ตไปให้กับเร้าเตอร์ตัวอื่นๆต่อ คือ การที่เร้าเตอร์จะต้องค้นหาให้ได้ว่าแพ็กเก็ตที่กำลังประมวลผลสามารถถูกประมวลผลสามารถส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางผ่านอินเตอร์เฟซของเร้าเตอร์โดยตรง (directly connected interfaces) หรือไม่ หากไม่ได้แพ็กเก็ตนั้นจะต้องถูกส่งไปยังเร้าเตอร์ตัวถัดไปหมายเลข IP Address เบอร์อะไร (Next Hop Address) และในการส่งแพ็กเก็ตไปหาเร้าเตอร์ตัวถัดไป (Next Hop Router) นั้นจะต้องส่งแพ็กเก็ตผ่านอินเอตร์เฟซไหนของเร้าเตอร์ (outgoing interface)

กระบวนการเร้าติ้งที่เกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโฮสต์ธรรมดา

   กระบวนการเร้าติ้งเป็นกระบวนการหาเส้นทางในการส่ง IP แพ็กเก็ตไปให้ถึงเครื่องปลายทางซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการส่งแพ็กเก็ตของโปรโตคอล TCP/IP และเกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่รันโปรโตคอล TCP/IP ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเร้าเตอร์ ดังนั้นการเร้าติ้งถือเป็นหน้าที่โดยตรงของโปรโตคอล IP ซึงอยู่ในเน็ตเวิร์กเลเยอร์หรือเลเยอร์ที่ 3 ตาม OSI Model

   เมื่อโปรโตคอล IP บนเครื่องต้นทางต้องการส่งแพ็กเก็ตไปยังเครื่องปลายทางขั้นตอนแรกที่เกิดขึ้นคือ ไดร์เวอร์ของโปรโตคอล IP บนเครื่องต้นทางจะคำนวณก่อนว่าเครื่องปลายทางที่จะส่งแพ็กเก็ตนั้นอยู่ใน Subnet เดียวกันหรือไม่ ด้วยวิธีการดังนี้

1.นำหมายเลข IP Address เครื่องปลายทางมาทำ Logical AND กับ Subnet Mask ของเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน ผลลัพธ์คือ Subnet Address ปลายทาง หรือ Destination Subnet Address

2.นำ IP Address เครื่องต้นทางมาทำ Logical AND กับ Subnet Mask ของเครื่องต้นทาง ผลลัพธ์คือ Subnet Address ต้นทางหรือ Source Subnet Address

3.นำค่าของ Destination Subnet Address และค่า Source Subnet Address มาเปรียบเทียบกัน ผลเป็นดังนี้

   -ถ้าเท่ากัน แสดงว่าเครื่องปลายทางอยู่ใน Subnet เดียวกันกับเครื่องต้นทาง ดังนั้นเครื่องต้นทางสามารถส่งแพ็กเก็ตไปยังเครื่องปลายทางได้โดยตรง โดยการทำ Address Resolution Protocol: ARP เพื่อหาค่า MAC Address ของเครื่องปลายทาง แล้วทำการห่อหุ้มลงไปในอีเทอร์เน็ตเฟรมแล้วส่งไปยังเครื่องปลายทาง

   -ถ้าไม่เท่ากัน แสดงว่าเครื่องต้นทางและเครื่องปลายทางอยู่ต่าง Subnet กัน ดังนั้นเครื่องต้นทางจะต้องไปหาเส้นทางต่อโดยดูจากเร้าติ้งเทเบิลว่าจะต้องส่งออกไปหาเร้าเตอร์ตัวไหน เมื่อค้นได้แล้ว ก็ทำกระบวนการ ARP เพื่อค้นหา MAC Address ของเร้าเตอร์ เมื่อพบแล้วก็ทำการห่อหุ้มแพ็กเก็ต IP ลงไปในอีเทอร์เน็ตเฟรมโดยระบุหมายเลข MAC Address ปลายทางเป็นของเร้าเตอร์ เพื่อให้เร้าเตอร์ค้นหาเส้นทางต่อไป แต่หากเร้าเตอร์ไม่รู้เส้นทางในการส่ง เร้าเตอร์จะส่งข้อความ ICMP(Internet Control Message Protocol) Destination Net Unreachable กลับมาให้ฮาต์ต้นทางทราบว่าเร้าเตอร์ไม่สามารถค้นหาเส้นทางไปต่อได้

เร้าติ้งเทเบิล (Routing Table) บนเร้าเตอร์

   จะประกอบด้วยเรคอร์ดหลายๆเรคอร์ดที่มีฟิลด์สำคัญต่างๆ เรคอร์ดนี้จะคล้ายกับเรคอร์ดในฐานข้อมูล แต่ในเชิงวิชาเน็ตเวิร์กจะเรียกเรคอร์ดนี้ว่า เร้าติ้งเอ็นทรี (Routing entry) ภายในตารางเร้าติ้งเทเบิลจะประกอบด้วย เร้าติ้งเอ็นทรีอยู่หลายบรรทัดเรียงต่อกัน ซึ่งมีฟิลด์สำคัญต่างๆดังนี้

1.แหล่งที่มาของเร้าติ้งเอ็นทรี ว่าเรียนรู้มาจากเร้าติ้งโปรโคคอลใด หรือมาจากการเพิ่มเร้าติ้งโดยผู้ดูแลระบบ

2.เป้าหมายปลายทาง ซึ่งเป็นได้ทั้งเน็ตเวิร์กแอดเดรสในคลาสหลักและในคลาสย่อย เช่น เน็ตเวิร์กแอดเดรส 10.0.0.0 ซึ่งป็นเน็ตเวิร์กแบบเต็มคลาส A และ 10.10.1.0/24 ซึ่งเป็นซับเน็ตแอดเดรสที่ซอยย่อยมาจากเน็ตเวิร์กคลาส A

3.Administrative Distance (AD) เป็นตัวเลขบอกถึงลำดับความสำคัญหรือความน่าเชื่อถือของเร้าติ้งเอ็นทรีนี้ (trustworthiness)

4.ค่าเมตริกหรือเรียกอีกอย่างว่าค่า Cost ของเส้นทางนี้ ซึ่งแต่ละเร้าติ้งโปรโตคอลจะมีหลักการกำหนดค่า Cost แตกต่างกัน

5.แอดเดรสของเร้าเตอร์ตัวถัดไป (Next Hop Router) เพื่อส่งแพ็กเก็ตไปยังซับเน็ตแอดเดรสปลายทาง

6.อินเตอร์เฟซของเร้าเตอร์ที่ใช้เป็นทางออกไปยังเร้าเตอร์ตัวถัดไป หรือไปยังซับเน็ตแอดเดรสปลายทาง เรียกว่า Outgoing Interface

7.เร้าติ้งนี้ถูกสร้างมานานแค่ไหน

ตัวอย่างฟอร์แมตเร้าติ้งเอ็นทรีในซิสโก้เร้าเตอร์

<ตัวย่อบอกแหล่งที่มาของเร้าติ้งเอ็นทรี> <ซับเน็ตแอดเดรส> [ค่าAD/ค่าCostของเส้นทาง] via <IP Address of Next Hop>, <เร้าติ้งเอ็นทรีนี้อยู่มานานแล้วเท่าไหร่>, <Outgoing Interface>

ตัวอย่างเร้าติ้งเอ็นทรีที่อยู่ในเร้าติ้งเทเบิล

D 172.16.0.0 [90/20537600] via 172.16.0.3, 00:49:10, Serial1/2

   เร้าติ้งเทเบิลเหมือนฐานความรู้สำคัญของเร้าเตอร์ในการปฏิบัติงาน โดยเริ่มต้นเร้าเตอร์จะรู้จักแค่เพียงซับเน็ตแอดเดรสของอินเตอร์เฟซปัจจุบันเท่านั้น และต่อไปเร้าเตอร์ก็จะค่อยๆเรียนรู้ซับเน็ตแอดเดรสของเน็ตเวิร์กอื่นๆ เพิ่มเองภายหลังเพื่อให้ได้ตารางที่สมบูรณ์

Static Route และ Dynamics Route

   สแตติกเร้าต์ คือ การกำหนดค่าแบบค่งที่เข้าไปในตัวเร้าเตอร์ เพื่อบอกให้เร้าเตอร์ทราบว่าหากต้องการจะส่งแพ็กเก็ตไปยังซับเน็ตแอดเดรสต่างๆจะต้องส่งไปหาเร้าเตอร์ตัวถัดไป(Next Hop Address) ตัวไหน หรือจะให้เร้าเตอร์ส่งออกไปทางอินเตอร์เฟซใด ซึ่งวิธีการนี้หากมีเร้าเตอร์จำนวนมากและมีซับเน็ตแอดเดรสต่างๆจำนวนมาก ผู้ดูแลเน็ตเวิร์กก็จะต้องใช้เวลามากในการค่อยๆเพิ่ม Static Route เข้าไปในเร้าติ้งเทเบิลของเร้าเตอร์ทุกตัวด้วยตัวเอง แต่วิธีการนี้ค่า AD หรือค่าลำดับความสำคัญสูงกว่าแบบ ไดนามิกเร้าติ้ง คือ จะพิจารณาสแตติกเร้าก่อนพิจารณาเส้นทางจากไดนามิกเร้า

   ไดนามิกเร้าต์ เป็นการสั่งให้รันเร้าติ้งโปรโตคอลขึ้นมา จะช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์กและทำให้การจัดการเน็ตเวิร์กเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เมื่อรันเร้าติ้งโปรโตคอลขึ้นบนเร้าเตอร์แล้วทำกำหนดการเร้าติ้งโปรโตคอลไปยังอินเตอร์เฟซใดของเร้าเตอร์บ้าง จากนั้นเร้าเตอร์แต่ละตัวจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำให้ฐานความรู้ในเร้าติ้งเทเบิลมีความสมบูรณ์ และที่สำคัญเร้าติ้งโปรโตคอลยังสามารถตรวจจับความเปลี่ยนแปลงต่างๆในเน็ตเวิร์กโทโพโลยี และปรับปรุงเร้าติ้งเทเบิลให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเน็ตเวิร์กโทโพโลยีโดยอัติโนมัติ  ซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เร้าเตอร์เพื่อนบ้านดาวน์ลง อินเตอร์เฟซของเร้าเตอร์ดาวน์ หรือ WAN Link ในเน็ตเวร์กมีปัญหา ซึ่งเป็นความสามารถที่หาไม่ได้ในการใช้งานสแตติกเร้าต์ การปรับตัวเองอย่างทันท่วงทีนี้จึงเป็นที่มาของ ไดนามิกเร้าต์

ค่าของ Cost ของเส้นทาง หรือเมตริก

   สำหรับเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ เป็นไปได้ที่เร้าเตอร์จะรู้จักเส้นทางมากกว่าหนึ่งเส้นทางที่สามารถไปยังซับเน็ตแอดเดรสปลายทางได้ ดังนั้นเร้าเตอร์จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดโดยพิจารณาจากค่า Cost ประจำเร้าติ้งเอ็นทรีนั้นๆ ค่า Cost ที่ต่ำกว่าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเส้นทางที่ดีกว่าเร้าติ้งเอ็นทรีที่มีค่า Cost สูงกว่า

Administrative Distance (AD)

   ค่านี้เปรียบเสมือนการให้ลำดับความสำคัญหรือความน่าเชื่อถือของเส้นทางที่เร้าเตอร์จะใช้ส่งแพ็กเก็ตไปยังซับเน็ตแอดเดสปลายทาง ซึ่งค่า AD เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม ค่า AD ที่ต่ำกว่าจะถือว่ามีความน่าเชื่อถือกว่า ค่า AD ที่สูงกว่าจะมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า โดยสแตติกเร้าต์ที่ถูกเพิ่มเข้าไปเองโดยผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์กจะมีค่า AD ที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบไดนามิกที่มีค่า AD สูงกว่าหรือมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า และขณะเดียวกันเร้าติ้งโปรโตคอลที่มีวิธีการคำนวณค่า Cost ที่ซับซ้อนมากกว่าเร้าติ้งโปรโตคอลอื่นก็จะได้รับการพิจารณาว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าเร้าติ้งโปรโตคอลที่คิดคำนวณค่า Cost แบบง่ายๆ


ที่มา - http://www.gotoknow.org/dashboard/home#/blogs/65661
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-08-13 12:01:39 โดย admin »

ออฟไลน์ teacher_a

  • Teacher
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 348
  • ขอบคุณ: 15 ครั้ง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 19-08-13 22:04:54 »
ประเภทของเร้าติ้งโปรโตคอล

   เร้าติ้งโปรโตคอลแต่ละประเภทจะมีขั้นตอนการปฏิบัติและพฤติกรรมเฉพาะตัวในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคำนวณตาราง วิธีการคำนวณค่า Cost หรือวิธีการหาเส้นทางต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของเร้าติ้งโปรโตคอลออกเป็นหลายลักษณะดังนี้

1.แบ่งตามขอบเขตการใช้งาน ได้แก่ แบบ Interior และแบบ Exterior

2.แบ่งตามพฤติกรรมการทำงาน ได้แก่ แบบ Distance Vector และแบบ Link State

3.แบ่งตามความสัมพันธ์กับ Subnet Mask ได้แก่ แบบ Classless และแบบ Classful

เร้าติ้งโปรโตคอลแบ่งตาม Interior และ Exterior

   เร้าติ้งโปรโตคอลประเภท Interior Routing Protocol หมายถึง โปรโตคอลที่ทำงานภายใต้ขอบเขตของความน่าเชื่อถือเดียวกัน เร้าเตอร์ทุกตัวที่รันเร้าติ้งโปรโตคอลประเภทนี้จะให้ความไว้วางใจเร้าเตอร์แต่ละตัวที่เป็นเพื่อนบ้าน (neighbor) อย่างเต็มที่ ได้แก่เร้าติ้งโปรโตคอล RIP, IGRP, EIGRP และ OSPF ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนฐานความรู้เกี่ยวกับเน็ตเวิร์กระหว่างเร้าเตอร์ในองค์กรเดียวกัน

   เร้าติ้งโปรโตคอลแบบ Exterior Routing Protocol หมายถึง โปรโตคอลที่ใช้ระหว่างเร้าเตอร์ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกัน ได้แก่ เร้าติ้งโปรโตคอล EGP (Exterior Gateway Protocol) และ BGP (Border Gateway Protocol) ซึ่งใช้ระหว่างเร้าเตอร์ที่เชื่อมต่อกันบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) แต่ละราย หรือระหว่างเร้าเตอร์ของแต่ละองค์กรกับเร้าเตอร์ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)

เร้าติ้งโปรโตคอลแบ่งตาม Distance Vector และ Link State

   ความหมายของ Distance Vector คือการที่เร้าเตอร์เรียนรู้เน็ตเวิร์กโทโพโลยีและซับเน็ตแอดเดรสปลายทางต่างๆ โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนตารางเร้าติ้งเทเบิลทั้งตารางกับเร้าเตอร์เพื่อนบ้าน เพื่อเรียนรู้ว่าเร้าเตอร์ที่มีแอดเดรสปลายทางเป็น Subnet Address อะไรบ้าง พร้อมทั้งอัปเดทตารางเร้าติ้งเทเบิลของตนเอง หากมีแพ็คเก็ตที่มีแอดเดรสปลายทางเป็น Subnet Address ตรงกับเร้าเตอร์เพื่อนบ้านที่ได้เรียนรู้มา แพ็กเก็ตก็จะถูกส่งไปยังเร้าเตอร์ดังกล่าว

   Link State หมายถึง การที่เร้าเตอร์ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานะอินเตอร์เฟซทั้งหมดของเร้าเตอร์เองไปให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้าน เพื่อให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้านได้นำไปคำนวณโครงสร้างเน็ตเวิร์กโทโพโลยีเอง และนำไปใช้ในการหาเส้นทางที่ดีที่สุดเอง

   ข้อแตกต่างระหว่าง Distance Vector และ Link State นั้นคือ ในแบบ Distance Vector เร้าเตอร์จะเชื่อเร้าเตอร์เพื่อนบ้านเป็นหลัก เร้าเตอร์เพื่อนบ้านอัปเดทเร้าติ้งเอ็นทรีใดๆมา ก็จะทำการอัปเดทในเร้าติ้งเทเบิลของตัวเองไปตามนั้น แต่ Link State เร้าเตอร์จะพยายามค้นคว้าให้ได้มาซึ่งเน็ตเวิร์กโทโพโลยีทั้งหมดด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยๆหาเส้นทางที่ดีที่สุดในภายหลัง


เร้าติ้งโปรโตคอลแบ่งตาม Classless และ Classful

   เร้าติ้งโปรโตคอลประเภท Classless จะมีการส่ง Subnet Mask เข้าไปกับเร้าติ้งอัปเดทที่ส่งไปให้กับเร้าเตอร์เพื่อบ้านด้วย แต่เร้าติ้งโปรโตคอลประเภท Classful จะไม่มีการส่ง Subnet Mask ไปให้เร้าเตอร์เพื่อบ้าน

ผลที่ตามมาคือ เน็ตเวิร์กโปรโตคอลแบบ Classful จะบังคับให้ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์กต้องเซ็ตหมายเลข Subnet Mask ของทุกๆ Subnet ให้เหมือนกัน เช่น 255.255.255.0 เหมือนกันทั้งหมดทุกๆ Subnet ส่วนเน็ตเวิร์กที่ใช้เร้าติ้งโปรโตคอลแบบ Classless จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการกำหนดหมายเลข Subnet Mask ให้กับแต่ละ Subnet เพราะแต่ละ Subnet Mask ที่ถูกกำหนดให้แต่ละ Subnet ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ค่าของ Subnet Mask จะมีผลต่อการกำหนดหมายเลข IP Address ให้กับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง

Default Route

   เร้าเตอร์ยังมีสแตติกเร้าต์พิเศษอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า สแตติกดีฟอลต์เร้าต์ (Static default route) ซึ่งเป็นเร้าติ้งเอ็นทรีที่เร้าเตอร์จะใช้งานเมื่อไม่รู้เส้นทางในการส่งแพ็กเก็ตไปยังแอดเดรสปลายทาง หลังจากที่เร้าเตอร์ได้อ่านในเร้าติ้งเทเบิลแล้ว หากไม่พบเส้นทางไปยังซับเน็ตแอดเดรสปลายทางเร้าเตอร์จะพิจารณาว่ามีเร้าติ้งเอ็นทรีที่เป็น ดีฟอลต์เร้าต์อยู่ในเร้าติ้งเทเบิลหรือไม่ ถ้าหากไม่มีก็จะโยนแพ็กเก็ตนั้นทิ้ง (drop) แล้วส่งเมสเสจ ICMP:Destination Net Unreachable ไปแจ้งเครื่องต้นทาง แต่หากมีเร้าเตอร์ก็จะทำการส่งผ่าน (forward) แพ็กเก็ตไปหาเร้าเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นดีฟอลต์เร้าเตอร์เพื่อช่วยส่งต่อแพ็กเก็ตให้ ดีฟอลต์เร้าเตอร์นี้เหมาะกับเน็ตเวิร์กย่อยที่มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว

เร้าติ้งโปรโตคอลประเภท Distance Vector (RIP/IGRP)

   ลักษณะการทำงานคือ เร้าเตอร์ที่รันโปรโตคอลแบบ Distance Vector จะส่งสำเนาเร้าติ้งเทเบิลที่สมบูรณ์ของตัวเอง ซึ่งภายในบบรจุด้วยซับเน็ตแอดเดรสที่เร้าเตอร์รู้จักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซับเน็ตแอดเดรสของเน็ตเวิร์กที่เชื่อมต่ออยู่กับเร้าเตอร์โดยตรง หรือที่เรียนรู้มาจากเร้าเตอร์ตัวอื่นไปให้กับเร้าเตอร์เพื่อนบ้านที่เชื่อมอยู่กับเร้าเตอร์โดยตรง (directly connected neighbors) เมื่อเร้าเตอร์ได้เร้าติ้งเทเบิลมาจากเพื่อนบ้านก็จะทำการผนวกเข้ากับตารางเร้าติ้งเทเบิลของตัวเองแล้วอับเดทตารางเร้าติ้งเทเบิล หากเร้าเตอร์รับรู้ซับเน็ตแอดเดรสใหม่ๆมาจากเร้าเตอร์เพื่อนบ้านตัวไหน เร้าเตอร์จะเชื่อทันทีว่าสามารถส่งผ่าน (forward) แพ็กเก็ตไปยังเร้าเตอร์เพื่อนบ้านตัวนั้นเพื่อไปให้ถึงเน็ตเวิร์กแอดเดรสปลายทางได้ และเมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆเร้าเตอร์ก็จได้ตารางอันใหม่ขึ้นมาแล้วก็จะส่งต่อตารางเร้าติ้งเทเบิลนี้ไปให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้านตัวอื่นๆที่ติดกับเร้าเตอร์เป็นทอดๆต่อกันไป ซึ่งเร้าเตอร์ก็จะเข้าใจภาพรวมของเน็ตเวิร์กโดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับเน็ตเวิร์กมาจากเร้าเตอร์เพื่อนบ้านของเร้าเตอร์

เร้าติ้งโปรโตคอล Routing Information Protocol (RIP)

   เป็นเร้าติ้งโปรโตคอลพื้นฐาน โดยหลักการ RIP เป็นเร้าติ้งโปรโตคอลแบบ Distance Vector เพราะอาศัยหลักของการส่งตารางเร้าติ้งเทเบิลทั้งตารางต่อๆกันเป็นทอดๆให้เร้าเตอร์เพื่อนบ้าน ค่าเมตริกของ RIP คือจำนวนของเร้าเตอร์ทั้งหมดก่อนที่จะไปถึงเน็ตเวิร์กแอดเดรสปลายทาง หรือเรียกว่า Hop Count กรณีที่มีมากกว่าหนึ่งเส้นทาง เร้าเตอร์จะเลือกเส้นทางที่มี Hop Count น้อยที่สุด ค่า Hop Count สูงสุดที่เป็นไปได้คือ 15 Hop Count โดยที่ Hop Count=16 จะถือว่า Unreachable หรือไม่สามารถไปถึงได้ กรณีเร้าเตอร์เรียนรู้เส้นทางมาจากเร้าเตอร์เพื่อบ้านและมีค่า Cost เท่ากัน เร้าเตอร์ก็จะเพิ่มเร้าติ้งเทเบิลว่ามีมากว่า 1 เส้นทางในการไปยังเน็ตเวิร์กแอดเดรสนั้น และทำการกระจายโหลดไปบนทั้ง 2 เส้นทาง โดย RIP สามารถเก็บจำนวนเส้นทางที่เท่ากันได้สูงสุด 6 เส้นทางต่อหนึ่งเน็ตเวิร์กแอดเดรสปลายทาง

เร้าติ้งโปรโตคอล Interior Gateway Routing Protocol (IGRP)

   IGRP นั้นมีความหมายเหมือนกันกับ RIP ในแง่ของการทำงานทั่วไป เพราะอาศัยหลักการแบบ Distance Vector เหมือนกัน คืออาศัยการบอกต่อๆกันไป และก็มีการอิมพลีเมนท์หลักในการป้องกันเร้าติ้งลูปเหมือนกัน โดย IGRP นั้นมีหลักการคำนวนค่า Cost ที่แยบยลกว่าแบบ RIP เพราะมีการนำเอาค่าของแบนด์วิดธ์ (bandwidth) และเวลาหน่วง (delay) ของเน็ตเวิร์กเข้ามาคำนวนเพื่อหาเส้นทางที่ดีที่สุด ขณะที่ RIP จะใช้เฉพาะแค่ Hop Count เพียงอย่างเดียวซึ่งอาจจะให้เส้นทางที่ดีได้ไม่เท่าไหร่นัก สิ่งที่เหมือนกันคือ เรื่องของการที่ไม่ส่ง Subnet Mask ไปกับการอัปเดทเร้าติ้งเทเบิล ส่งผลให้ทั้ง RIP V.1 และ IGRP ไม่สามารถรองรับเน็ตเวิร์กที่วางแผนแอดเดรสแบบ VLSM ได้ สามารถเปรียบเทียบระหว่าง RIP และ IGRP ดังตารางต่อไปนี้

ที่มา - http://www.gotoknow.org/dashboard/home#/blogs/65661